รอยร้าวในภาพลวงตาแห่งชัยชนะ – ถอดบทเรียนความสูญเสียจากสงครามปี 2569 โดย Dr.Force

793875

              การปะทะกันอย่างเต็มรูปแบบระหว่างอิหร่านกับพันธมิตรสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในปี พ.ศ. 2569 นับเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แม้ในเชิงยุทธการฝ่ายริเริ่มอาจมุ่งหวังการโจมตีแบบเฉียบพลันเพื่อทำลายล้างขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์และตัดสายการบังคับบัญชาของเตหะราน ทว่าผลลัพธ์ที่ปรากฏหลังควันปืนจางลงกลับตอกย้ำสัจธรรมของสงครามยุคใหม่ว่า “ไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะที่แท้จริง” มีเพียงระดับของความสูญเสียที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างจนสั่นคลอนเสถียรภาพความมั่นคงและเศรษฐกิจระดับโลก

               1. โศกนาฏกรรมมนุษยธรรมและโครงสร้างพื้นฐาน: ราคาที่พลเรือนอิหร่านต้องแบกรับ สำหรับประเทศอิหร่าน ความสูญเสียไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเป้าหมายทางทหาร แต่ลุกลามสู่ภาคพลเรือนอย่างรุนแรง ตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 2,000 ถึงกว่า 3,400 ราย สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของการระดมโจมตีทางอากาศ

               โศกนาฏกรรมที่กลายเป็นบาดแผลลึกคือกรณีขีปนาวุธตกใส่โรงเรียนประถมในเมืองมินาบ (Minab) ทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งคร่าชีวิตเด็กนักเรียนและครูกว่า 150–168 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการตรวจสอบและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากองค์กรระหว่างประเทศถึงความเสียหายข้างเคียง (Collateral Damage)

               นอกจากนี้ รายงานจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่านระบุว่า อาคารและสิ่งปลูกสร้างภาคพลเรือนได้รับความเสียหายกว่า 115,000 แห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเตหะรานซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหาร มีบ้านเรือนพังเสียหายกว่า 50,000 หลัง

               แม้การโจมตีทางอากาศร่วมจะสามารถสังหารผู้นำระดับสูงอย่าง อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี รวมถึงรัฐมนตรีกลาโหมและผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ตลอดจนสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโรงงานวิจัยนิวเคลียร์ใต้ดินอย่าง “มินซาดายี” (Minzadehei) และคลังขีปนาวุธ จนประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นสูงเกือบ 9 ล้านล้านบาท แต่นี่กลับไม่ได้นำไปสู่การยอมจำนนอย่างรวดเร็ว ตรงกันข้าม ความสูญเสียในระดับโครงสร้างกลับผลักดันให้อิหร่านเข้าสู่โหมดการตอบโต้แบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เต็มพิกัด

               2. รอยร้าวในแสนยานุภาพ: ความสูญเสียทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ความเสียหายไม่ได้ตกอยู่กับฝ่ายตั้งรับเพียงฝ่ายเดียว สำหรับฝ่ายพันธมิตรตะวันตก สงครามครั้งนี้เปิดโปงให้เห็นถึงข้อจำกัดของเทคโนโลยีทางทหารชั้นสูง:

                      2.1 สหรัฐอเมริกา: รายงานวิเคราะห์จากหน่วยงานวิจัยแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Research Service – CRS) เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ สูญเสียและมีอากาศยานได้รับความเสียหายอย่างน้อย 81 ลำ คิดเป็นมูลค่าประเมินการซ่อมแซมและจัดหาทดแทนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ รายการความสูญเสียครอบคลุม:
                         – โดรนสอดแนมและโจมตี MQ-9 Reaper สูญเสียมากถึง 45 ลำ
                        – เครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ได้รับความเสียหายหรือถูกยิงตก 12 ลำ
                        – เครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศ E-3 Sentry (AWACS) มูลค่ากว่า 270 ล้านดอลลาร์
                        – เครื่องบินขับไล่ล่องหนยุคที่ 5 อย่าง F-35A Lightning II ได้รับความเสียหายจากการระดมยิงตอบโต้
                        – เครื่องบินเติมน้ำมันกลางอากาศ KC-135 และอากาศยานโจมตี A-10

                      ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าระบบขีปนาวุธนำวิถีและการยิงสกัดทางอากาศของอิหร่าน สามารถเจาะทะลุและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างกำลังรบสหรัฐฯ ได้จริง

                    2.2 อิสราเอล: ภาวะอิ่มตัวของระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Air-Defense Saturation) จากการยิงขีปนาวุธปูพรมระลอกใหญ่ ทำให้ขีปนาวุธหลายลูกหลุดรอดไปสร้างความเสียหายแก่อาคารหลายสิบแห่งในเมืองเศรษฐกิจสำคัญอย่างเทลอาวีฟและเบตเชเมช มีผู้บาดเจ็บกว่า 8,500 คน และส่งผลให้เศรษฐกิจอิสราเอลได้รับความเสียหายโดยตรงสูงถึงประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

               3. การล่มสลายของภาพลวงตา ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในอ่าวเปอร์เซีย ยุทธศาสตร์การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ได้ทำลายภาพลักษณ์ของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) ในฐานะ “โอเอซิสแห่งความมั่นคงและการลงทุน”

                    3.1 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต, กาตาร์, บาห์เรน: เผชิญกับลูกหลงทั้งสะเก็ดขีปนาวุธ เหตุเพลิงไหม้ใกล้สถานกงสุลสหรัฐฯ ในดูไบ และการปิดน่านฟ้าฉับพลันในกาตาร์ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นด้านการบินและศูนย์กลางการเงินโลก

                    3.2 เครือข่ายพันธมิตร (Axis of Resistance): แม้กลุ่มฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ และฮูตี จะถูกโจมตีร่วมจนศักยภาพลดทอนลง แต่การคงอยู่ของเครือข่ายเหล่านี้ยังคงเป็นภัยคุกคามเรื้อรังที่ทำให้สงครามไม่สามารถยุติลงได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

               4. ภูมิเศรษฐศาสตร์โลก: เมื่อช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นจุดชะงักงัน ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดต่อประชาคมโลกเกิดขึ้นในมิติของภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) เมื่อแนวรบทางทะเลเข้าสู่วิกฤต

                     4.1 วิกฤตเส้นทางเดินเรือ: ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลราว 20% ของโลกกลายเป็นเขตเสี่ยงภัยสงคราม ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันและตู้คอนเทนเนอร์ต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทวีปแอฟริกา ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10–14 วัน และต้นทุนค่าระวางต่อเที่ยวพุ่งขึ้นสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

                     4.2 วิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อ: ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานเข้าใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงตึงเครียดสูงสุด ส่งผลให้เกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ (Stagflationary Shock) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียที่เป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึง ประเทศไทย ที่ต้องเผชิญกับต้นทุนโลจิสติกส์ พลังงาน และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

793876

              #บทสรุป: สัจธรรมของสงครามไร้ผู้ชนะ

               สงครามระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอลในปี 2569 เป็นบทเรียนราคาแพงที่ยืนยันว่า การกำจัดผู้นำและทำลายอาวุธไม่อาจสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนได้ หากปราศจากข้อตกลงทางการเมืองที่แท้จริง

               การมุ่งหวังให้ฝ่ายตรงข้ามล่มสลายนำมาซึ่งความเสียหายหลายล้านล้านบาท ชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมหาศาล และวิกฤตเศรษฐกิจที่ลากโลกทั้งใบเข้าสู่ภาวะถดถอย สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศต้องเร่งผลักดันในเวลานี้ จึงไม่ใช่การโหมกระพือความขัดแย้งเพิ่มเติม แต่คือการฟื้นฟูช่องทางการทูตเพื่อหยุดยั้งวงจรอุบาทว์ ก่อนที่ความสูญเสียจะบานปลายเกินกว่าที่มนุษยชาติจะรับไหว

 

ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน