การหยุดยิงชั่วคราวสหรัฐฯ-อิหร่าน และเดิมพันที่ช่องแคบฮอร์มุซ /โดย: ดร.Force

398453

              บทนำ: สัญญาณสงบศึกชั่วคราวกลางความตึงเครียด
               พาดหัวข่าวที่ระบุว่า “Middle East war live: Trump and Iran announce two-week ceasefire that will open Strait of Hormuz” (สงครามตะวันออกกลางอัปเดตสด: ทรัมป์และอิหร่านประกาศหยุดยิงสองสัปดาห์ซึ่งจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลก แม้จะเป็นเพียงการหยุดยิงชั่วคราว แต่การยอมถอยคนละก้าวเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองฝ่ายต้องเผชิญ

              1. การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ: ลมหายใจของเศรษฐกิจโลก ช่องแคบฮอร์มุซเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการค้าขายน้ำมันโลก การปิดช่องแคบนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมัน (ดังที่พาดหัวข่าวรองระบุว่า “Oil prices slide…” หรือราคาน้ำมันร่วงลง) การที่อิหร่านยอมให้มี “safe passage” (การสัญจรอย่างปลอดภัย) แสดงให้เห็นว่าแม้อิหร่านจะมีอำนาจทางทหารในการปิดช่องแคบ แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจในประเทศและแรงกดดันจากพันธมิตร (เช่น จีน ที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางสูง) อาจเป็นปัจจัยบีบบังคับให้ต้องร่วมโต๊ะเจรจา ในขณะเดียวกัน สำหรับสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ การทำให้ราคาน้ำมันในประเทศและตลาดโลกมีเสถียรภาพเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและคะแนนนิยมทางการเมือง

               2. แนวโน้มหลังจากนี้: เกมยื้อเวลา หรือ ทางออกที่ยั่งยืน? ระยะเวลา 2 สัปดาห์นั้นสั้นเกินกว่าจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ครอบคลุมได้ สิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ได้แก่
                    (1) การเจรจาเบื้องหลังที่เข้มข้น: ทั้งสองฝ่ายจะใช้เวลานี้ในการต่อรองเงื่อนไขที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น สหรัฐฯ อาจเรียกร้องให้อิหร่านยุติการสนับสนุนกลุ่มตัวแทน (Proxies) ในภูมิภาค แลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน
                    (2) ความผันผวนของตลาด: ตลาดน้ำมันจะยังคงมีความอ่อนไหวสูง ข่าวลือหรือท่าทีจากทั้งสองฝ่ายในช่วง 2 สัปดาห์นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน
                    (3) การเตรียมพร้อมทางทหาร: การหยุดยิงไม่ได้หมายถึงการปลดอาวุธ กองกำลังของทั้งสองฝ่ายจะยังคงเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด หากการเจรจาล้มเหลว สถานการณ์อาจยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิม

               3. ความเป็นไปได้ในการใช้บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 25 (25th Amendment) ประเด็นที่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะถูกถอดถอนด้วยการอ้าง Section 4 ของ 25th Amendment (ซึ่งอนุญาตให้รองประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่ประกาศว่าประธานาธิบดี “ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่และอำนาจของตำแหน่งได้”) จากสถานการณ์นี้ ถือว่า เป็นไปได้ยากมาก ในบริบทนี้ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
                    (1) กระบวนการที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน: การใช้มาตรา 25 นั้นออกแบบมาเพื่อกรณีที่ประธานาธิบดีมีปัญหาทางสติปัญญาหรือร่างกายอย่างชัดเจนจนไม่สามารถทำงานได้ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับความขัดแย้งเชิงนโยบายต่างประเทศ หากรองประธานาธิบดี และ ครม. พยายามใช้มาตรานี้ ทรัมป์สามารถโต้แย้งกลับไปที่สภาคองเกรสได้ ซึ่งต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาในการยืนยันการปลด ซึ่งเป็นกำแพงที่สูงมาก
                    (2) บริบทของข้อตกลง: การเจรจาให้เกิดการหยุดยิง แม้จะชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้เศรษฐกิจดำเนินต่อไปได้ ถือเป็นการใช้อำนาจตามปกติของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-Chief) แม้บางฝ่ายอาจไม่เห็นด้วยกับท่าทีหรือยุทธวิธี แต่ไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอในการอ้างว่าเขา “ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้”
                    (3) แรงสนับสนุนทางการเมือง: การปลดประธานาธิบดีต้องอาศัยแรงสนับสนุนทางการเมืองมหาศาล หากพรรครีพับลิกันยังคงสนับสนุนทรัมป์ การพยายามใช้มาตรา 25 รังแต่จะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศที่รุนแรง ในขณะที่ยังมีภาวะสงครามในต่างประเทศ

               [บทสรุป]

               การหยุดยิง 2 สัปดาห์ เป็นเพียงการซื้อเวลาท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคุกรุ่น อนาคตของช่องแคบฮอร์มุซและเสถียรภาพในภูมิภาคยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย ส่วนประเด็นการถอดถอนด้วยมาตรา 25 นั้น เป็นเรื่องห่างไกลความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกและบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดอย่างหนักในสหรัฐอเมริกาเอง

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน