เมื่อผมติดโควิด !!

S 37003365 e1632273637553

 

เมื่อผมติดโควิด !!

ผมต้องการบอกเล่าประสบการณ์ เพื่อให้ผู้คนเพิ่มความระมัดระวังและไม่ประมาท

ผมอายุ 46 ปี รูปร่างสูงใหญ่ สุขภาพแข็งแรงมาตลอด เมื่อมีวิกฤตโควิดเกิดขึ้นตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบที่สาม ผมระมัดระวังตัวอย่างดี พยายามมีสติในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ผมได้รับวัคซีน Sinopharm ครบ 2 เข็ม ในวันที่ 29 มิถุนายน และ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา รวมถึงได้ตรวจค่าภูมิคุ้มกันในวันที่ 18 สิงหาคม ค่าภูมิคุ้มกันขึ้น 974.6 AU/ml.

ช่วงกลางเดือนสิงหาเป็นต้นมา หลังจากที่ได้ข่าวละแวกบ้านติดเชื้อกันมากขึ้น ก็เริ่มจะไม่ออกไปไหนโดยไม่จำเป็น จนกระทั่งวันที่ 7 กันยาที่ผ่านมา ผมเริ่มมีอาการเป็นไข้อ่อนๆ ทีแรกคิดว่าเป็นหวัด เพราะโดนฝน จนมาค่ำวันที่ 8 กันยา เริ่มรู้สึกไม่ปกติอย่างมาก เช้าวัน 9 กันยา จึงไปโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ใช้สิทธิบัตรทองในการตรวจ ด้วยความไม่รู้และเกิดความวิตกกังวลเล็กๆ จึงได้พยายามสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากพยาบาลที่จุดตรวจในบางประเด็น เพราะเกรงว่า หากผมติดเชื้อจะแพร่ระบาดไปติดหลานๆที่บ้าน แต่กลับได้รับการปฎิบัติเหมือนผมไม่ใช่มนุษย์ พยาบาลพูดจากับผมแย่มาก พอตรวจเสร็จก็ถูกไล่! ผมเขียนไม่ผิดครับ “ไล่” พยาบาลใส่อารมณ์ในวาจา ไล่กลับบ้านถึง2-3ครั้ง ทั้งๆที่ผมยังสำลักจากการโดนแยงจมูกจนน้ำตาไหล ลืมตาไม่ขึ้น ผมเองเคยได้ยินเรื่องราวด้านลบของโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้มาหลายต่อหลายครั้ง ไม่คิดมาก่อนว่าจะพบเจอกับตัวเอง

ช่วงเช้าของวันที่ 10 กันยายนได้รับโทรศัพท์จากทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลว่า ผมติดเชื้อไวรัสโคโรนา และจะส่งรถพยาบาลมารับ ด้วยความที่กลัวจะถูกปฎิบัติเหมือนผมไม่ใช่มนุษย์อีก ผมตัดสินใจแจ้งไปว่า ขอรักษาตัวอยู่ที่บ้าน และได้ติดต่อไปยัง 1330 เพื่อลงทะเบียนตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ในช่วงสายก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำยามาส่งให้ที่บ้าน

ผมได้ไปเอ็กซเรย์ปอดตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ผมโชคยังดีที่เชื้อไม่ลงปอด ปอดอยู่ในระดับประเภท 1 ผมมาใช้เวลาทบทวนว่า ผมติดเชื้อได้อย่างไร ได้ข้อสันนิษฐาน 2 ข้อ คือ ติดจากเงินหรือผักสดพริกสดที่ผมทานกับไส้กรอกอีสาน ผมเขียนบทความนี้ให้เป็นวิทยาทานในการเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตช่วงที่ไวรัสโคโรนาระบาดอยู่ในเวลานี้ โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับผู้อ่านครับ

ถ้ามีโอกาสจะมาบอกเล่าถึงการระบาดอย่างคาดไม่ถึงในครอบครัวผมให้ได้อ่านกันนะครับ

ที่มา: จันทร์ทัพ พงษ์ผาตินันท์

เรื่องน่าอ่าน