

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 #กระแสผักและผลไม้ #นำเข้าจากจีน ใน #ตลาดไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อ “สินค้าจีนมีจุดแข็งทั้งด้าน ราคา ปริมาณ และการมีสินค้าอย่างต่อเนื่องตลอดปี” …ขณะที่ #สินค้าเกษตรไทย มีข้อจำกัดเรื่องฤดูกาล ต้นทุนการผลิต และผลผลิตที่ผันผวนตามสภาพอากาศ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า จีนเป็นแหล่งนำเข้าผักและผลไม้สำคัญของไทย โดยไทยนำเข้าผักและผลไม้จากจีนมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ทำให้ #อย. ต้องหารือกับ #หน่วยงานจีน เรื่องการควบคุมตั้งแต่ “กระบวนการผลิต การส่งออก ไปจนถึงการตรวจสารตกค้าง เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภค”
กลุ่มที่พบในตลาดไทยมีตั้งแต่ ผักกาดขาว พริกสด กระเทียม หอมหัวใหญ่ แครอท มันฝรั่ง ขิง เห็ด และผักใบหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถเก็บรักษาและขนส่งเป็นระยะทางไกลได้ ข้อมูลจากการสำรวจตลาดพบว่า #ผักกาดขาว และ #พริกสด เป็นตัวอย่างสินค้าที่ #ได้รับความนิยมในช่วงที่ผลผลิตไทยขาดตลาด โดยเฉพาะฤดูร้อนและฤดูฝน ขณะที่ผู้ค้าระบุว่าผักจีนมีข้อได้เปรียบจากราคาที่ไม่สูงและสามารถจัดส่งได้ตลอดทั้งปี
ส่วนกลุ่มผลไม้ที่มีการนำเข้าจากจีนและแข่งขันในตลาดไทย ได้แก่ แอปเปิล สาลี่ องุ่น ส้ม เชอร์รี และผลไม้เมืองหนาวบางชนิด รวมถึงผลไม้แปรรูปและสินค้าเกษตรที่เข้าสู่ตลาดผ่านระบบค้าส่งและค้าปลีก
จุดที่น่าห่วงไม่ใช่ “ของจีน” แต่คือ #สารตกค้างเกินมาตรฐาน การตรวจพบสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานในสินค้าบางล็อต
ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ #สารกำจัดแมลง #สารกำจัดเชื้อรา และ #สารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้าง บนหรือในผลิตผล หากมีปริมาณเกินค่าที่กฎหมายกำหนดและบริโภคเป็นประจำ ย่อมเป็นประเด็นด้านความปลอดภัยอาหารที่หน่วยงานรัฐต้องควบคุมอย่างเข้มงวด
ที่สำคัญ คือ การตรวจ ณ ด่านนำเข้าอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะหลังจากสินค้าผ่านด่านแล้ว ยังมีการกระจายไปยังตลาดค้าส่ง ตลาดสด ร้านอาหาร และร้านค้าปลีกอีกหลายทอด การสุ่มตรวจปลายทางจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน
ตัวเลขนำเข้าชี้ว่าไทยพึ่งพาผักผลไม้จีนไม่น้อย ข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ช่วง มกราคม-พฤศจิกายน 2568 ไทยนำเข้าผักสดรวมกว่า 16.42 ล้านกิโลกรัม มูลค่าประมาณ 947.7 ล้านบาท และนำเข้าผลไม้สดกว่า 12.20 ล้านกิโลกรัม มูลค่าประมาณ 1,510 ล้านบาท ในข้อมูลชุดดังกล่าว
ขณะที่ อย. ระบุภาพรวมว่าผักและผลไม้จากจีนเข้าสู่ประเทศไทยมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งสะท้อนขนาดของห่วงโซ่อุปทานที่มีขนาดใหญ่มาก และทำให้การกำกับดูแลต้องครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงผู้บริโภค
อีกด้านหนึ่ง ข้อมูล #กรมศุลกากร เปิดให้ตรวจสอบการนำเข้าได้ถึงระดับพิกัดสินค้าและประเทศกำเนิดสินค้า โดยข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่บนระบบสถิติระบุว่ามีข้อมูลการนำเข้าแยกตามประเทศและพิกัดสินค้าให้ติดตามได้
สินค้าจีนแข่งขันด้านราคาได้แรง ไม่ได้มีเพียงเรื่อง “#ต้นทุนแรงงาน” แต่เกี่ยวข้องกับ #ขนาดการผลิต #ระบบโลจิสติกส์ ห้องเย็น การคัดบรรจุ การขนส่ง และเครือข่ายค้าส่ง ทำให้จีนสามารถส่งสินค้าเกษตรเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผลผลิตไทยออกสู่ตลาดไม่เพียงพอ ราคาผักบางชนิดปรับสูงขึ้น สินค้านำเข้าจึงเข้ามาเติมช่องว่างได้ทันที
เป็นเหตุผลที่ผักจีนมีโอกาสขยายตลาดได้ดีในช่วงที่ไทยเจอปัญหาผลผลิตขาดช่วง ขณะที่พบว่าผู้ค้าบางรายนำเข้าผักจากจีนต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี และความต้องการเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผักไทยขาดตลาด
“ป้ายแหล่งที่มา” จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ ข้อเสนอที่น่าจับตาคือการทำให้ #ผู้บริโภค เห็นชัดว่า ผักหรือผลไม้ที่กำลังซื้อผลิตจากประเทศไทยหรือประเทศใด ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ซื้อเดาจากรูปลักษณ์หรือถามผู้ขายเอง
ยิ่งตลาดสดและตลาดนัดยังเป็นช่องทางหลักในการซื้อผลไม้ของคนไทย โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) สำรวจปี 2569 พบว่าประชาชนเลือกซื้อผลไม้จากตลาดสดและตลาดนัดถึง 58.03% ขณะที่ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ที่ 26.14%
ดังนั้น หากมีการแสดง ประเทศต้นทาง แหล่งผลิต ผู้นำเข้า หรือข้อมูลการรับรองมาตรฐาน อย่างชัดเจน ผู้บริโภคจะสามารถตัดสินใจได้จากข้อมูลจริง ไม่ใช่เลือกจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว
โจทย์ใหญ่คือ “ของถูกต้องไม่แลกกับความปลอดภัย” สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงมี 3 เรื่อง คือ การลักลอบนำเข้า การปลอมแปลงแหล่งกำเนิด และการควบคุมสารตกค้าง เพราะแม้สินค้านำเข้าที่ผ่านระบบถูกต้องจะต้องอยู่ภายใต้กฎความปลอดภัยอาหาร แต่หากมีสินค้าหลุดรอดจากระบบตรวจสอบหรือเปลี่ยนแหล่งกำเนิดระหว่างทาง จะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ได้ว่าสินค้านั้นมาจากไหนและผ่านมาตรฐานใด
ในทางกลับกัน สินค้าไทยเองก็ต้องยกระดับการแข่งขัน ไม่ใช่พยายามสู้ด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างจุดขายเรื่อง คุณภาพ ความปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ และแหล่งผลิตชัดเจน ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่อง “ผักจีนกับผักไทย” แบบเลือกข้าง แต่คือการทำให้ตลาดมี ข้อมูลครบ ตรวจสอบได้ และผู้บริโภคมีสิทธิเลือก ขณะที่หน่วยงานรัฐต้องทำให้สินค้าที่เข้าสู่ตลาดไทย ไม่ว่าจะมาจากประเทศใด อยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน
ที่มา Thaitribune ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน
ในวาระวันมาตรฐานโลก (World Standards Day) เอฟเคไอไอ. รวมพลัง 14 ตุลาฯ ปกป้องผู้บริโภคยกระดับคุณภาพมาตรฐานประเทศไทย จัดสัมมนา “ก้าวใหม่ระบบมาตรฐานประเทศไทย“ “อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ชี้คดีซื้อขายสินค้าออนไลน์ไร้มาตรฐานมูลค่าเสียหาย 65,000 ล้าน
อย่าเข้าใจผิด ! รถน้ำท่วม ไม่ได้แปลว่าหยุดผ่อนเองได้ ระวังเสียประวัติ | Money Buffalo
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานใบประกาศผลรางวัลชนะเลิศการแข่งขันฯ คืนแก่นางสาวรัตติกานต์ อำลอย เพื่อเป็นที่ระลึกและเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูลสืบไป
DSI ผนึกกำลังจังหวัดราชบุรี ช่วยเหลือถึงประชาชนผู้ประสบอุทกภัย มอบถุงยังชีพ 600 ชุด ข้าวกล่อง 500 กล่อง
DSI ขยายผล “ปฏิบัติการยุทธรัฐ” ตรวจสอบนอมินีและประเด็นการแปลงสัญชาติ ส่งหลักฐานให้กรมการปกครองดำเนินการตามกฎหมาย
คณะอนุกรรมการฯ ไซเบอร์ ร่วม คณะทำงานฯ ยาเสพติด เดินหน้าขยายผล ยึดทรัพย์เครือข่าย SCAMMER – ยาเสพติด – ฟอกเงิน
นายกฯ ขอโฟกัสชุมชนลำบาก เร่งวางแผนกำจัดขยะ อย่าปล่อยกีดขวางทางน้ำ ชี้ 3 เดือนหลัง ต.ค. – ธ.ค. น้ำยังมากประมาทไม่ได้ กำชับผู้ว่าฯภาคใต้ เตรียมรับมือทุกด้าน
🏆 AIAT คว้ารางวัล ASOCIO Digital & AI Award 2026 สาขา AI in Workforce & Future Skills ตอกย้ำบทบาทพัฒนากำลังคน AI แห่งอนาคต ✨