ผักผลไม้จีนบุกตลาดไทย “ถูก-มีทั้งปี” แต่มี “สารตกค้าง” ปัญหาใหญ่ต่อสุขภาพ จี้ติดป้ายแหล่งกำเนิดให้ผู้บริโภคเลือกเอง

7747

71817 n

              เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 #กระแสผักและผลไม้ #นำเข้าจากจีน ใน #ตลาดไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่กำลังกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อ “สินค้าจีนมีจุดแข็งทั้งด้าน ราคา ปริมาณ และการมีสินค้าอย่างต่อเนื่องตลอดปี” …ขณะที่ #สินค้าเกษตรไทย มีข้อจำกัดเรื่องฤดูกาล ต้นทุนการผลิต และผลผลิตที่ผันผวนตามสภาพอากาศ
              สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า จีนเป็นแหล่งนำเข้าผักและผลไม้สำคัญของไทย โดยไทยนำเข้าผักและผลไม้จากจีนมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ทำให้ #อย. ต้องหารือกับ #หน่วยงานจีน เรื่องการควบคุมตั้งแต่ “กระบวนการผลิต การส่งออก ไปจนถึงการตรวจสารตกค้าง เพื่อยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภค”
              กลุ่มที่พบในตลาดไทยมีตั้งแต่ ผักกาดขาว พริกสด กระเทียม หอมหัวใหญ่ แครอท มันฝรั่ง ขิง เห็ด และผักใบหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถเก็บรักษาและขนส่งเป็นระยะทางไกลได้  ข้อมูลจากการสำรวจตลาดพบว่า #ผักกาดขาว และ #พริกสด เป็นตัวอย่างสินค้าที่ #ได้รับความนิยมในช่วงที่ผลผลิตไทยขาดตลาด โดยเฉพาะฤดูร้อนและฤดูฝน ขณะที่ผู้ค้าระบุว่าผักจีนมีข้อได้เปรียบจากราคาที่ไม่สูงและสามารถจัดส่งได้ตลอดทั้งปี
              ส่วนกลุ่มผลไม้ที่มีการนำเข้าจากจีนและแข่งขันในตลาดไทย ได้แก่ แอปเปิล สาลี่ องุ่น ส้ม เชอร์รี และผลไม้เมืองหนาวบางชนิด รวมถึงผลไม้แปรรูปและสินค้าเกษตรที่เข้าสู่ตลาดผ่านระบบค้าส่งและค้าปลีก
              จุดที่น่าห่วงไม่ใช่ “ของจีน” แต่คือ #สารตกค้างเกินมาตรฐาน การตรวจพบสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานในสินค้าบางล็อต
              ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ #สารกำจัดแมลง #สารกำจัดเชื้อรา และ #สารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้าง บนหรือในผลิตผล หากมีปริมาณเกินค่าที่กฎหมายกำหนดและบริโภคเป็นประจำ ย่อมเป็นประเด็นด้านความปลอดภัยอาหารที่หน่วยงานรัฐต้องควบคุมอย่างเข้มงวด
              ที่สำคัญ คือ การตรวจ ณ ด่านนำเข้าอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะหลังจากสินค้าผ่านด่านแล้ว ยังมีการกระจายไปยังตลาดค้าส่ง ตลาดสด ร้านอาหาร และร้านค้าปลีกอีกหลายทอด การสุ่มตรวจปลายทางจึงมีความสำคัญไม่แพ้กัน
              ตัวเลขนำเข้าชี้ว่าไทยพึ่งพาผักผลไม้จีนไม่น้อย ข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ช่วง มกราคม-พฤศจิกายน 2568 ไทยนำเข้าผักสดรวมกว่า 16.42 ล้านกิโลกรัม มูลค่าประมาณ 947.7 ล้านบาท และนำเข้าผลไม้สดกว่า 12.20 ล้านกิโลกรัม มูลค่าประมาณ 1,510 ล้านบาท ในข้อมูลชุดดังกล่าว
              ขณะที่ อย. ระบุภาพรวมว่าผักและผลไม้จากจีนเข้าสู่ประเทศไทยมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งสะท้อนขนาดของห่วงโซ่อุปทานที่มีขนาดใหญ่มาก และทำให้การกำกับดูแลต้องครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางถึงผู้บริโภค
              อีกด้านหนึ่ง ข้อมูล #กรมศุลกากร เปิดให้ตรวจสอบการนำเข้าได้ถึงระดับพิกัดสินค้าและประเทศกำเนิดสินค้า โดยข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่บนระบบสถิติระบุว่ามีข้อมูลการนำเข้าแยกตามประเทศและพิกัดสินค้าให้ติดตามได้
              สินค้าจีนแข่งขันด้านราคาได้แรง ไม่ได้มีเพียงเรื่อง “#ต้นทุนแรงงาน” แต่เกี่ยวข้องกับ #ขนาดการผลิต #ระบบโลจิสติกส์ ห้องเย็น การคัดบรรจุ การขนส่ง และเครือข่ายค้าส่ง ทำให้จีนสามารถส่งสินค้าเกษตรเข้ามาในไทยอย่างต่อเนื่อง
              เมื่อผลผลิตไทยออกสู่ตลาดไม่เพียงพอ ราคาผักบางชนิดปรับสูงขึ้น สินค้านำเข้าจึงเข้ามาเติมช่องว่างได้ทันที
               เป็นเหตุผลที่ผักจีนมีโอกาสขยายตลาดได้ดีในช่วงที่ไทยเจอปัญหาผลผลิตขาดช่วง ขณะที่พบว่าผู้ค้าบางรายนำเข้าผักจากจีนต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี และความต้องการเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผักไทยขาดตลาด
               “ป้ายแหล่งที่มา” จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ ข้อเสนอที่น่าจับตาคือการทำให้ #ผู้บริโภค เห็นชัดว่า ผักหรือผลไม้ที่กำลังซื้อผลิตจากประเทศไทยหรือประเทศใด ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ซื้อเดาจากรูปลักษณ์หรือถามผู้ขายเอง
              ยิ่งตลาดสดและตลาดนัดยังเป็นช่องทางหลักในการซื้อผลไม้ของคนไทย โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) สำรวจปี 2569 พบว่าประชาชนเลือกซื้อผลไม้จากตลาดสดและตลาดนัดถึง 58.03% ขณะที่ร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ที่ 26.14%
              ดังนั้น หากมีการแสดง ประเทศต้นทาง แหล่งผลิต ผู้นำเข้า หรือข้อมูลการรับรองมาตรฐาน อย่างชัดเจน ผู้บริโภคจะสามารถตัดสินใจได้จากข้อมูลจริง ไม่ใช่เลือกจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว
              โจทย์ใหญ่คือ “ของถูกต้องไม่แลกกับความปลอดภัย” สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงมี 3 เรื่อง คือ การลักลอบนำเข้า การปลอมแปลงแหล่งกำเนิด และการควบคุมสารตกค้าง เพราะแม้สินค้านำเข้าที่ผ่านระบบถูกต้องจะต้องอยู่ภายใต้กฎความปลอดภัยอาหาร แต่หากมีสินค้าหลุดรอดจากระบบตรวจสอบหรือเปลี่ยนแหล่งกำเนิดระหว่างทาง จะทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถรู้ได้ว่าสินค้านั้นมาจากไหนและผ่านมาตรฐานใด
              ในทางกลับกัน สินค้าไทยเองก็ต้องยกระดับการแข่งขัน ไม่ใช่พยายามสู้ด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างจุดขายเรื่อง คุณภาพ ความปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ และแหล่งผลิตชัดเจน ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เรื่อง “ผักจีนกับผักไทย” แบบเลือกข้าง แต่คือการทำให้ตลาดมี ข้อมูลครบ ตรวจสอบได้ และผู้บริโภคมีสิทธิเลือก ขณะที่หน่วยงานรัฐต้องทำให้สินค้าที่เข้าสู่ตลาดไทย ไม่ว่าจะมาจากประเทศใด อยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน
ที่มา Thaitribune  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน