คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีมติให้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ แก้ไขปัญหาด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ที่มาจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชาวบ้าน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569

2198

       กสม. มีมติให้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ แก้ไชปัญหาด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ที่มาจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชาวบ้าน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569

              1. ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันการรั่วไหลของสารเคมีอย่างเคร่งครัด ตลอดจนฟื้นฟูสภาพดินและแหล่งน้ำสาธารณะหนองพะวา และที่ดินของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการของบริษัท วิน โพรเสสฯ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม

               พร้อมจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจตรวจสอบเชิงรุกและระงับอุบัติภัยและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างทันท่วงที โดยต้องเร่งรัดการกำจัด บำบัดวัตถุอันตราย และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ปนเปื้อนทั่วประเทศให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามมาตรฐานสากลและเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

               รวมทั้งให้เร่งพัฒนาระบบติดตามการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรมแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Manifest) ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ก่อกำเนิดกาก ผู้ขนส่ง และผู้กำจัดแบบเรียลไทม์

               พร้อมกันนี้ให้ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เร่งรัดการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด ตลอดจนเจ้าของหรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายให้ถึงที่สุด กรณีตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมจากการประกอบกิจการภายในโรงงาน

              2. ให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยแก่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมที่แจ้งเบาะแสการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและให้กรมอนามัยจัดระบบเฝ้าระวังและฟื้นฟูสุขภาพประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

              3. ให้กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันและปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….ให้ครอบคลุมการเพิ่มนิยาม “โรงงาน” ให้รวมถึงกิจการที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งกองทุนโรงงานเพื่อเยียวยาความเสียหาย การบังคับทำประกันภัยหรือวางหลักประกันตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”

               4. การกำหนดให้โรงงานที่ถูกสั่งปิดยังมีสถานะเสมือนผู้รับอนุญาตจนกว่าจะจัดการมลพิษเรียบร้อย การกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานหรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายต้องจัดทำรายงานการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) ตลอดจนเพิ่มอัตราโทษปรับและยกเลิกการเปรียบเทียบปรับในความผิดร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อม

               5. พร้อมทั้งผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดการกากอุตสาหกรรมเป็นการเฉพาะเพื่อควบคุมการประกอบกิจการโรงงาน และให้มีบทบัญญัติกำหนดให้โรงงานที่ประกอบกิจการเกี่ยวข้องกับกากอุตสาหกรรม วัตถุอันตราย หรือโรงงานที่มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ต้องตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน และจัดให้มีกลไกร้องเรียนเยียวยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ

 

ที่มา thaipbs  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน