มายาคติขั้วตรงข้ามทางการเงิน และสมรภูมิชิงสภาพคล่องโลก /โดย: ดร.Force

597359

      ในยุคที่ข่าวสารหลั่งไหลอย่างรวดเร็ว หลายคนมักติดกับดักการมองระเบียบการเงินโลกแบบแยกขั้วขาว-ดำอย่างเด็ดขาดประเภท “BRICS = ทองคำ” และ “G7 = ดอลลาร์/Stablecoin”

               แต่หากเรามองลึกลงไปในเนื้อแท้ของเศรษฐกิจมหภาคยุคใหม่ สมรภูมิที่แท้จริงไม่ใช่การห้ำหั่นระหว่างชนิดของสินทรัพย์ แต่คือ “สงครามชิงความเชื่อมั่นและสภาพคล่อง” (Liquidity & Confidence War) ที่มีความซับซ้อนเกินกว่าจะตัดสินด้วยทฤษฎีตื้น ๆ

               1. ทลายมายาคติโลกสองขั้ว (Deconstructing the Binary Myth) ความจริงที่ต้องยอมรับคือ ไม่มีประเทศไหนตัดขาดจากอีกระบบได้อย่างเบ็ดเสร็จ

                    1.1 กลุ่ม G7 ไม่เคยทิ้งทองคำ: ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (G7) ยังคงเป็นผู้ถือครองทองคำสำรองในสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เพื่อเป็นหลักประกันขั้นสุดท้ายของระบบการเงินตนเอง
                    1.2 กลุ่ม BRICS ยังต้องพึ่งพาดอลลาร์: แม้กลุ่ม BRICS จะพยายามผลักดันกระบวนการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (Dedollarization) แต่ในการค้าและการลงทุนระดับโลกปัจจุบัน พวกเขาก็ยังจำเป็นต้องใช้เงินดอลลาร์และ Stablecoin เพื่อรักษาความคล่องตัวในการทำธุรกิจ

               2. สมการ Safe Haven: ทำไมสงครามไม่ได้แปลว่าทองต้องขึ้นเสมอไป มุมมองดั้งเดิมที่ว่า “เมื่อเกิดวิกฤตการณ์หรือสงคราม ทองคำต้องพุ่งสูงขึ้น” กำลังถูกท้าทายด้วยกลไกตลาดเสรี เพราะในความเป็นจริง สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) มีการแข่งขันกันเองอยู่ตลอดเวลา โดยมี “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” (Opportunity Cost) เป็นตัวแปรสำคัญ

               เมื่อเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กลไกตลาดจะทำงานเชื่อมโยงกันเป็นโดมิโน ดังนี้

               ขั้นที่ 1: สงครามปะทุ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น

               ขั้นที่ 2: เมื่อน้ำมันแพง อัตราเงินเฟ้อโลกก็ดีดตัวสูงขึ้นตาม

               ขั้นที่ 3: เพื่อสู้กับเงินเฟ้อ ธนาคารกลางจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงไว้นานกว่าที่คาด

               ขั้นที่ 4: ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ดึงให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) พุ่งขึ้น และทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่า

               ขั้นที่ 5: นักลงทุนเลือกเทขายทองคำ (ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยในตัวเอง) แล้วย้ายเงินไปซุกในพันธบัตรและดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า

               นี่คือเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมในบางวัน ข่าวสงครามกลับทำให้ราคาทองคำดิ่งลงอย่างน่าประหลาดใจ

               3. เจาะลึก 3 อาวุธทางการเงินในสงครามสภาพคล่องยุคใหม่ แทนที่จะมองเป็นฝักฝ่าย ให้มองว่านี่คือ “เครื่องมือ” ที่แต่ละขั้วอำนาจเลือกใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน

                     3.1 ทองคำ (Gold): คือหลักประกันขั้นสุดท้ายที่ไร้ความเสี่ยงจากคู่สัญญา (No Counterparty Risk) ธนาคารกลางทั่วโลก (ทั้ง BRICS และ G7) ใช้สะสมเพื่อกระจายความเสี่ยงระยะยาวและสร้างเสถียรภาพให้สกุลเงินตัวเอง
                     3.2 ดอลลาร์ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ: คือราชาแห่งสภาพคล่องระยะสั้นที่มีผลตอบแทนจากดอกเบี้ยหนุนหลัง แม้จะมีผู้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ แต่ในยามวิกฤต ตลาดก็ยังวิ่งเข้าหาดอลลาร์เพราะมันคือสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดเพื่อใช้สอยได้ง่ายที่สุดในโลก
                     3.3 Stablecoin และ CBDC (เงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง): คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่กลุ่ม G7 ใช้เพื่อต่อลมหายใจและขยายอิทธิพลของดอลลาร์เข้าสู่เศรษฐกิจบล็อกเชน ทำให้การทำธุรกรรมไร้พรมแดนยังคงต้องพึ่งพาค่าเงินดอลลาร์อยู่ดี

                4. บทสรุปภายใต้กรอบการย้ายถิ่นของสภาพคล่อง (Liquidity Migration Framework) โลกการเงินในอนาคตกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ “ระบบการเงินหลายขั้ว” (Multipolar Financial System) ที่ดอลลาร์ ทองคำ สินทรัพย์ดิจิทัล และสกุลเงินท้องถิ่น ต้องทำหน้าที่ร่วมกัน

597362

              ภายใต้กรอบการย้ายถิ่นของสภาพคล่อง เงินทุนไม่มีความจงรักภักดีต่อระบบใดระบบหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง เม็ดเงินจะไหลเวียน (Migrate) ไปสู่สิ่งที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ณ เวลานั้น ๆ เสมอ

               ดังนั้น ผู้ที่จะชนะในศึกครั้งนี้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ผู้ที่มีทองคำหรือดอลลาร์เก็บไว้ในคลังมากที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ทั่วโลกให้ “ความเชื่อมั่น” และยอมรับในการชำระเงินได้มากที่สุดในยุคดิจิทัลต่างหาก

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน