ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากทำเนียบขาวในการเปิดเผยบันทึกความเข้าใจ (MOU) จำนวน 14 ข้อ ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ณ กรุงอิสลามาบัด ถือเป็นปรากฏการณ์ทางทูตและการเมืองระหว่างประเทศที่สั่นสะเทือนระเบียบโลกเก่าอย่างรุนแรง ดังที่ปรากฏในภาพสรุปสาระสำคัญจากสำนักข่าว Thai PBS News ในไฟล์ภาพที่แนบมา ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณยุติวินาศภัยของความขัดแย้ง แต่ในมุมมองเชิงวิเคราะห์ นี่ยังสะท้อนถึงขีดจำกัดของมหาอำนาจตะวันตกในการใช้มาตรการทางทหารและเศรษฐกิจสยบคู่ปรับที่มุ่งมั่น จนอาจกล่าวได้ว่าอิหร่านสามารถก้าวออกจาก “สงครามอ่าวครั้งที่สอง” ในฐานะผู้ชนะเชิงยุทธศาสตร์อย่างเต็มภาคภูมิ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ต้องยอมรับความจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ที่บีบคั้นให้ต้องหันมาเจรจา
【เจาะลึกสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อ: ชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่าน】 หากพิจารณารายละเอียดในบันทึกความเข้าใจ ทั้ง 14 ข้อ ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่ฝ่ายอิหร่านได้รับข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจและอธิปไตยคืนมาเกือบทั้งหมด โดยแบ่งกลุ่มสาระสำคัญได้ดังนี้
[1] การยุติสถานการณ์สู้รบและเคารพอธิปไตย (ข้อ 1-3, 9): กำหนดให้สหรัฐฯ อิหร่าน และพันธมิตร ยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบรวมถึงในเลบานอนโดยทันทีและถาวร ต่างฝ่ายต่างยอมรับในบูรณภาพแห่งดินแดนและจะไม่แทรกแซงกิจการภายใน พร้อมกรอบเวลาในการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย (Final Deal) ภายใน 60 วัน โดยรักษาสถานะเดิม (Status Quo) ในระหว่างนี้
[2] การปลดล็อกทางเศรษฐกิจและการคมนาคมขนส่ง (ข้อ 4-5, 10-11): สหรัฐฯ ยินยอมยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลภายใน 30 วัน และถอนกำลังทหารออกจากบริเวณใกล้เคียงอิหร่าน ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกหนังสือยกเว้นคว่ำบาตรให้ส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมได้ทันที พร้อมเดินหน้าคืนทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ (ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าสูงถึง 167,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในส่วนของอิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์ผ่านฟรี 60 วัน ควบคู่กับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภายใน 30 วัน และได้รับสิทธิ์ในการบริหารจัดการร่วมกับโอมาน
[3] งบฟื้นฟูและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรถาวร (ข้อ 6-7, 13-14): สหรัฐฯ และพันธมิตรให้คำมั่นในการจัดทำแผนงบประมาณสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอิหร่าน พร้อมรับรองว่าจะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด ทั้งจากสหรัฐฯ และมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะถูกผูกพันด้วยมติ UNSC ในท้ายที่สุด
[4] ข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ (ข้อ 8): อิหร่านยืนยันไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และยินยอมลดระดับความเข้มข้นของยูเรเนียมในคลังสะสมภายใต้การกำกับดูแลของ IAEA แลกกับการที่สหรัฐฯ ยอมรับสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์เพื่อพลเรือนตามความจำเป็น
【อิสราเอลจะคิดและดำเนินการอย่างไรต่อ: ยุทธศาสตร์ในสภาวะโดดเดี่ยว】ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อตกลงนี้คือ “ฝันร้าย” ที่สุดของอิสราเอล การที่สหรัฐฯ ยอมรับอิหร่านเป็นคู่เจรจาที่เท่าเทียมและเตรียมยกเลิกการคว่ำบาตรทั้งหมด ทำให้อิสราเอลมองว่าตนเองกำลังถูกพันธมิตรหลักอย่างวอชิงตันลอยแพ หรือทิ้งให้เผชิญหน้ากับกลุ่มประเทศอาหรับและตัวแทนของอิหร่าน (Axis of Resistance) เพียงลำพัง
สิ่งที่อิสราเอลกำลังคิดและแนวโน้มการดำเนินการในอนาคต
1. ความกังวลขั้นสูงสุดด้านความมั่นคง: อิสราเอลจะมองว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ในข้อ 8 เป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” และไม่สามารถหยุดยั้งอิหร่านจากการเป็นรัฐนิวเคลียร์ได้ในระยะยาว อีกทั้งเม็ดเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่จะไหลเข้าสู่อิหร่าน รวมถึงทรัพย์สินที่ถูกปลดล็อก จะถูกนำไปใช้สนับสนุนกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน (ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อ 1) กลุ่มฮามาส และกลุ่มฮูตี ให้กลับมาเข้มแข็งและคุกคามอิสราเอลรอบด้าน
2. ยุทธศาสตร์ “ปฏิบัติการฝ่ายเดียว” (Unilateral Action): เมื่อไม่สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ในการกดดันอิหร่านได้ อิสราเอลอาจตัดสินใจใช้มาตรการทางทหารหรือปฏิบัติการลับแบบกองโจรเอง เช่น การส่งหน่วยมอสซาด (Mossad) เข้าไปลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ การโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน หรือแม้กระทั่งการทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่านโดยตรง เพื่อทำลายข้อตกลงนี้และลากสหรัฐฯ กลับเข้ามาในวังวนสงครามอีกครั้ง
3. การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศแบบเชิงรุก: อิสราเอลจะพยายามกดดันฝ่ายนิติบัญญัติในรัฐสภาสหรัฐฯ (Congress) ที่ยังคงมีกระแสต่อต้านอิหร่าน เพื่อขัดขวางไม่ให้ทำเนียบขาวออกกฎหมายยกเลิกการคว่ำบาตรถาวร
【ปฏิกิริยาและทิศทางของกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง】 การยอมจำนนในสัญญาสันติภาพของสหรัฐฯ ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อดุลอำนาจในกลุ่มประเทศอาหรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศริมฝั่งอ่าวเปอร์เซีย (GCC)
1. ซาอุดีอาระเบียและกลุ่มประเทศอ่าว (GCC): ประเทศเหล่านี้ โดยเฉพาะริยาด ย่อมรู้สึกถึงความผันผวนของเสถียรภาพจากการที่สหรัฐฯ มอบอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซให้อิหร่าน (ตามข้อ 5) และมองว่าฝ่ายอาหรับถูกทิ้งไว้ในความเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม แทนที่จะเลือกการปะทะ ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อาจเลือก “ยุทธศาสตร์ทางการทูตแบบแสวงหาความจริง” (Pragmatic Diplomacy) โดยการเร่งเจรจาทวิภาคีกับอิหร่านโดยตรงเพื่อรับประกันความมั่นคงของตนเอง และหันไปพึ่งพามหาอำนาจทางเลือกใหม่ เช่น จีน และรัสเซีย เพื่อคานอำนาจ
2. เลบานอน ซีเรีย และกลุ่มติดอาวุธ: ข้อตกลงนี้จะช่วยลดความตึงเครียดทางทหารในเลบานอนทันที (ตามข้อ 1) แต่ในระยะยาว ประเทศเหล่านี้จะกลายเป็นพื้นที่อิทธิพลที่มั่นคงของอิหร่านอย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากรัฐบาลและกองกำลังในพื้นที่ได้รับการรับรองสถานะและจะได้รับงบประมาณสนับสนุนทางอ้อมจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวของอิหร่าน
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า นโยบายกดดันขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) ของสหรัฐฯ ในอดีตประสบความล้มเหลว และการเผชิญหน้าทางทหารไม่อาจสยบความมุ่งมั่นของอิหร่านได้ ชัยชนะทางยุทธศาสตร์ของเตหะรานครั้งนี้กำลังบังคับให้ตะวันออกกลางต้องจัดระเบียบความมั่นคงใหม่ โดยที่อิสราเอลอาจต้องเลือกเดินบนเส้นทางที่ก้าวร้าวและโดดเดี่ยวมากขึ้น ขณะที่กลุ่มประเทศอาหรับต้องหันมาพึ่งพาตนเองและกระจายความเสี่ยงทางการทูตออกจากสหรัฐฯ เข้าสู่ยุคสมัยที่หลายขั้วอำนาจเบ่งบานอย่างแท้จริง
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
*************************************************************************************************




เรื่องน่าอ่าน
DSI บูรณาการปราบปรามขบวนการทุจริตการออกบัตรประจำตัวบุคคล ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (กลุ่มนักเรียนรหัส G) ภายใต้ปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
พลิกกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลก บันทึกความเข้าใจสหรัฐฯ-อิหร่าน กับจุดเปลี่ยนที่สั่นสะเทือนตะวันออกกลาง /โดย: ดร.Force
DSI จับกุมผู้ต้องหา หลอกทำบัตรประชาชนปลอมผ่านเฟซบุ๊ก
ปฏิบัติการตรวจค้น Shutdown the laundering
DSI บูรณาการหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ตรวจยึดยาเสพติดล็อตใหญ่ในพื้นที่ จ.เชียงราย และ จ.ลำปาง กว่า 7,000,000 เม็ด
ถอดรหัสยุทธศาสตร์พนมเปญ : การเสริมเขี้ยวเล็บยานเกราะกัมพูชา และฉากทัศน์ความมั่นคงไทยในมิติใหม่ /โดย ดร.Force
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์การเงินโลก: จากทองคำ สู่ CBDC และสมรภูมิ AI /โดย: ดร.Force
วิเคราะห์ยุทธศาสตร์แบตเตอรี่โลก : สงครามยานยนต์ไฟฟ้าที่จีนครองเบ็ดเสร็จ และก้าวต่อไปสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต /โดย ดร.Force