เสียงโห่แห่งยุคสมัย : เมื่อปัญญาประดิษฐ์คือผู้ปล้นชิงอนาคต และเสียงเตือนที่สังคมไทยยังไม่ได้ยิน /โดย: ดร.Force

519146

    ฤดูกาลแห่งการเฉลิมฉลองความสำเร็จในรั้วมหาวิทยาลัย มักถูกออกแบบมาให้เป็นช่วงเวลาแห่งความหวัง การส่งไม้ต่อ และการวาดฝันถึงอนาคตที่สดใส แต่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา งานรับปริญญาในสหรัฐอเมริกากลับกลายเป็นเวทีปะทะสังสรรค์ทางความคิดที่เผยให้เห็นรอยปริแยกอันลึกซึ้งของยุคสมัย เมื่อสุนทรพจน์ที่เชิดชูความยิ่งใหญ่ของ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) จากเหล่าอภิสิทธิ์ชนในโลกธุรกิจ กลับถูกตอกกลับด้วย “เสียงโห่ไล่” จากบรรดาบัณฑิตจบใหม่ทั้งฮอลล์

               ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ภาพสะท้อนของความหวาดกลัวเทคโนโลยีอย่างคนตาบอด (Technophobia) แต่มันคือปฏิกิริยาตอบสนองเชิงอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังตั้งคำถามต่อโลกที่พยายามยัดเยียดอนาคตที่ไร้ซึ่งที่ยืนสำหรับพวกเขา

            【อหังการ์ของผู้สร้าง และความสิ้นหวังของผู้ถูกกระทำ】 เมื่อเราชำแหละกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นในหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำ เราจะเห็นสัญญะของการกดทับทางชนชั้นและวาทกรรมที่แฝงมากับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

              #มหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona): การปรากฏตัวของ Eric Schmidt อดีตซีอีโอแห่ง Google ไม่ได้มาในฐานะผู้ชี้ทางสว่าง แต่ในสายตาของบัณฑิต เขาคือสัญลักษณ์ของ “สถาปนิกผู้สร้างปัญหา” ที่กลับมาสั่งสอนให้ผู้รับผลกระทบก้มหน้ายอมรับชะตากรรม

              #มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา (University of Central Florida): Gloria Caulfield ผู้บริหารวงการอสังหาริมทรัพย์ พยายามวาดภาพ AI ให้เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ทว่าคำพูดนั้นกลับกลวงเปล่าและทิ่มแทงใจคนรุ่นใหม่ที่กำลังเผชิญหน้ากับหนี้สินการศึกษาหลักล้าน ในขณะที่ตลาดแรงงานกำลังหดตัวลงอย่างโหดร้าย

              #มหาวิทยาลัยมิดเดิลเทนเนสซีสเตต (Middle Tennessee State University): ฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นเมื่อ Scott Borchetta ผู้บริหารอุตสาหกรรมดนตรี ประกาศกร้าวถึงการเข้ามาของ AI ในวงการศิลปะ พร้อมทิ้งท้ายด้วยประโยคอันเย็นชาว่า “Deal with it.” (จงยอมรับมันซะ)

               ประโยคสั้นๆ นี้เองที่เป็นดั่งตลกร้าย มันคือความเย่อหยิ่งของระบบทุนนิยมที่มองมนุษย์เป็นเพียงเฟืองตัวหนึ่งที่พร้อมจะถูกถอดทิ้งเมื่อมีกลไกที่ “มีประสิทธิภาพ” มากกว่าเข้ามาแทนที่

             【วิกฤตแห่งคุณค่ามนุษย์ (The Crisis of Human Value)】 “ภารกิจของคนรุ่นคุณ คือทำลาย AI ซะ!”
— Ronny Chieng, นักแสดงตลก (สุนทรพจน์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด)

               แม้คำกล่าวของ Ronny Chieng บนเวทีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่กลายเป็นไวรัลจะเป็นเพียงมุกตลกร้ายสไตล์สแตนด์อัปคอเมดี แต่เสียงเฮลั่นที่ตอบรับกลับมานั้น แฝงไว้ด้วยความตลกร้ายที่ขื่นขม มันสะท้อนความจริงอันน่าสลดใจที่ว่า มนุษย์กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์สูญเสียความหมายในการดำรงอยู่

               ลึกๆ แล้ว คนรุ่นใหม่ไม่ได้ปฏิเสธความสะดวกสบายที่ AI มอบให้ แต่พวกเขากำลังตั้งคำถามเชิงปรัชญาที่สำคัญที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21: **”หากทุกอย่างถูกผลักให้ AI ทำแทนหมด แล้วมนุษย์จะหลงเหลืออะไร?”

               กระบวนการคิด การเขียน การวิเคราะห์ การสร้างสรรค์ศิลปะ หรือแม้กระทั่งการสื่อสารระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้เคยเป็นมาตรวัดคุณค่าและความลึกซึ้งของความเป็นมนุษย์ แต่ปัจจุบัน โลกกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยสมการที่ว่า “ความเร็ว สำคัญกว่าความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง” เมื่อระบบระเบียบของโลกบีบบังคับให้เราประเมินค่าทุกสิ่งด้วยผลผลิตและความรวดเร็ว การเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลา การเคี่ยวกรำ และการลองผิดลองถูกของมนุษย์ จึงกลายเป็นเพียง “ความไร้ประสิทธิภาพ” ในสายตาของนายทุน

               เสียงโห่ที่ดังกระหึ่มในอเมริกา จึงไม่ใช่การปฏิเสธอนาคต แต่มันคือเสียงกู่ร้องเพื่อทวงคืน “สิทธิในการมีคุณค่า” ของมนุษย์ในโลกใบใหม่

            【มองย้อนกลับมา: ความเงียบงันอันน่าสลดใจของสังคมไทย】 เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ภาพเปรียบเทียบที่เห็นช่างย้อนแย้งและน่ากังวลใจอย่างยิ่ง เราไม่เคยได้ยินเสียงโห่ไล่ AI ในงานรับปริญญา หรือแม้แต่การตั้งคำถามถึงความเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างที่กำลังจะมาถึง ความเงียบนี้ไม่ได้แปลว่าบัณฑิตไทยเก่งกาจจนสามารถอยู่เหนือผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ แต่ความเงียบนี้คือ “ความไม่รู้” (Ignorance) ที่เกิดจากความล้มเหลวของระบบโครงสร้างรัฐและการศึกษาอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบความต่างของบริบททางสังคมระหว่างสองประเทศ เราจะเห็นความเหลื่อมล้ำทางความคิดอย่างชัดเจน ในด้านความตระหนักรู้ของเยาวชน ขณะที่คนรุ่นใหม่ในอเมริกามองเห็นภัยคุกคามต่ออาชีพและกล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถาม บัณฑิตไทยจำนวนไม่น้อยกลับยังคงยึดติดอยู่กับค่านิยมเดิมเมื่อ 20 ปีก่อน ที่มองว่าใบปริญญาคือใบเบิกทางอันการันตีความมั่นคง โดยไม่ตระหนักเลยว่ากฎเกณฑ์ของตลาดแรงงานได้เปลี่ยนไปแล้ว

               มากไปกว่านั้น บทบาทของสถาบันอุดมศึกษาในสองสังคมก็ยืนอยู่บนจุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มหาวิทยาลัยในโลกตะวันตกกลายเป็นพื้นที่เปิดสำหรับการถกเถียงและปะทะทางความคิดเกี่ยวกับอนาคตอย่างดุเดือด แต่สำหรับระบบการศึกษาไทย สถาบันกลับตกอยู่ในสภาวะที่ปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ทัน และยังคงเดินหน้าผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ต้องการ

               ในระดับโครงสร้างมหภาค มุมมองและการรับมือของภาครัฐยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงช่องโหว่ที่น่าตกใจ ในขณะที่รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกกำลังง่วนอยู่กับการถกเถียงเรื่องจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ การออกกฎหมายควบคุม และการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพลเมือง ภาครัฐของไทยกลับยังมีมุมมองต่อ AI เพียงผิวเผินในฐานะเทคโนโลยีสำเร็จรูป และยังคงตั้งคำถามในเชิงการจัดซื้อจัดจ้างเพียงว่า “เราจะเอางบพันกว่าล้านไปซื้อระบบไหนมาใช้ดี?” แทนที่จะถามว่า “เราจะเตรียมพร้อมคนของเราอย่างไร?”

               ในขณะที่โลกเสรีดิ้นรนหาคำตอบว่ามนุษยชาติจะอยู่อย่างไรในยุคที่ AI ครองเมือง ประเทศไทยกลับติดหล่มอยู่กับวิธีคิดแบบผู้บริโภค การไม่มีการแจ้งเตือนจากภาครัฐ ประกอบกับการที่ระบบการศึกษาผลิตคนออกมาเพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมที่กำลังจะตาย สิ่งเหล่านี้คือความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ซ่อนรูปอย่างแนบเนียนที่สุด

             【บทสรุป: สัญญาณเตือนที่เราต้องเลือกฟัง】

               เสียงโห่ในอเมริกา คือเสียงระฆังเตือนภัยใบใหญ่ มันไม่ใช่เพียงเสียงก่นด่าของผู้พ่ายแพ้ แต่เป็นปฐมบทของการตั้งคำถามถึงทิศทางของมนุษยชาติ โลกใบใหม่ที่รวดเร็วและชาญฉลาดขึ้น อาจแลกมาด้วยการเป็นโลกที่โหดร้ายและไร้พื้นที่สำหรับผู้คนมากขึ้นเช่นกัน

               คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์ได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เราเตรียมพร้อมแค่ไหนที่จะรักษา “ความเป็นมนุษย์” และ “พื้นที่แห่งโอกาส” เอาไว้ให้คนรุ่นถัดไป เยาวชนในโลกตะวันตกมองเห็นพายุลูกนี้และเริ่มตะโกนก้องเพื่อต่อรองกับอนาคตของพวกเขาแล้ว …คำถามคือ สังคมไทยมองเห็นพายุลูกนี้แล้วหรือยัง? หรือเราจะทำเพียงหลับตา ยอมรับชะตากรรม แล้วปล่อยให้คนรุ่นใหม่จมดิ่งลงไปในความเงียบงันของการถูกลดทอนคุณค่าตลอดกาล

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน