รอยเลื่อนทางยุทธศาสตร์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ – เมื่อการปิดล้อมทางทะเลทดสอบระเบียบโลกใหม่ /โดย Dr.Force

414052

              บทนำ: สัญญาณเตือนแห่งการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจ

               โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจที่เปราะบางที่สุดในรอบศตวรรษ หากเรามองลึกลงไปถึงรูปแบบและวงจรของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการเมืองโลก สิ่งที่กำลังปะทุขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในขณะนี้ ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการทหารหรือเพียงแค่ความขัดแย้งระดับภูมิภาค แต่เป็น “ผลลัพธ์เชิงโครงสร้าง” ของการปะทะกันระหว่างระเบียบโลกขั้วเดียวที่พยายามรักษาสถานะอำนาจนำ และมหาอำนาจขั้วใหม่ที่ก้าวขึ้นมาปกป้องเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของตนเอง การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกา จีน และอิหร่าน ในน่านน้ำที่แคบแต่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จึงเป็นเสมือนมาตรวัดแรงดันของภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่ ที่พร้อมจะส่งแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจไปถึงทุกภูมิภาค

               [ วิพากษ์สถานการณ์: เหนือกว่าเกมแห่งความกล้า สู่การต่อสู้ในพื้นที่สีเทา (Gray Zone) ]

               จากข้อมูลข่าวสารในสื่อต่างๆ มักฉายภาพความขัดแย้งในน่านน้ำสากลให้เป็นเสมือน “เกมแห่งความกล้า” (Game of Chicken) ที่พร้อมจะแตกหักด้วยอารมณ์ ทว่าในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ทหารและภูมิรัฐศาสตร์ เหตุการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซขณะนี้มีความซับซ้อนและเป็นเรื่องของการคำนวณผลประโยชน์อย่างเยือกเย็น

               สถานการณ์จริงคือผลพวงจากการล่มสลายของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน นำมาสู่การที่สหรัฐฯ ประกาศใช้ยุทธวิธี “ปิดล้อมทางทะเล” (Naval Blockade) เพื่อจำกัดรายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้การปิดล้อมในน่านน้ำที่เต็มไปด้วยภัยคุกคามแบบอสมมาตร (Asymmetric Threats) ด้วยเรือรบเพียง 15 ลำ เป็นความท้าทายทางยุทธวิธีอย่างยิ่งในการรักษาการควบคุมในระยะยาว

               ในขณะเดียวกัน ท่าทีของจีนไม่ใช่การ “ท้าชน” อย่างบ้าบิ่น แต่เป็นการพิทักษ์ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security) เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบของอิหร่านบนผืนน้ำกว่า 97% มีปลายทางที่จีน การประกาศของกระทรวงกลาโหมจีน จึงเป็นการรักษาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตทางการค้า และส่งสัญญาณว่ามาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของวอชิงตันไม่สามารถบังคับใช้ครอบจักรวาลได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ เริ่มมีรายงานถึงเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับจีนสามารถเดินเรือผ่านจุดปิดล้อมได้ นี่คือการปฏิบัติการในพื้นที่สีเทา (Gray Zone) เพื่อ “ทดสอบขีดจำกัด” ของอำนาจรัฐทางทะเล (Sea Power) ของสหรัฐฯ อย่างแท้จริง

               [ ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ (Future Scenarios) ]

               1. การบังคับใช้แบบเลือกปฏิบัติ (Selective Enforcement) – มีความเป็นไปได้สูงสุด
สหรัฐฯ จะดำรงการปิดล้อมทางนิตินัยและสกัดกั้นเรือเป้าหมายบางส่วน แต่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงกับเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ติดธงจีนเพื่อป้องกันการยกระดับความขัดแย้ง การปิดล้อมจะมีลักษณะ “หละหลวมเชิงยุทธศาสตร์” ทำให้จีนยังคงนำเข้าพลังงานได้ สหรัฐฯ ได้รักษาสถานะผู้นำ และจำกัดผลกระทบที่จะเกิดกับตลาดโลก

               2. การหวนคืนสู่โต๊ะเจรจาด้วยแรงบีบมหาศาล (Pressured De-escalation) – มีความเป็นไปได้ปานกลาง ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันโลกและต้นทุนค่าขนส่งที่แพงขึ้น จะบีบให้พันธมิตรตะวันตกและชาติตะวันออกกลาง กดดันให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจารอบใหม่ โดยมีมหาอำนาจอื่นเข้ามาเป็นตัวกลางร่วมเพื่อรับประกันเส้นทางการค้า

               3. การปะทะโดยอุบัติเหตุ (Accidental Kinetic Escalation) – มีความเป็นไปได้ต่ำแต่ผลกระทบรุนแรงที่สุด ความผิดพลาดในการสื่อสาร (Miscalculation) หรือการประเมินเจตนาฝ่ายตรงข้ามผิดพลาด นำไปสู่การปะทะด้วยกำลังทหารระหว่างเรือรบสหรัฐฯ และกองกำลังของอิหร่าน ซึ่งอาจลุกลามถึงขั้นขัดขวางการเดินเรือทั้งหมด ปิดตายช่องแคบฮอร์มุซอย่างแท้จริง และส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะถดถอยเฉียบพลัน

               [ ผลกระทบต่อประเทศไทยและยุทธศาสตร์การตั้งรับ ]

               หากสถานการณ์เกิดความตึงเครียดลากยาว ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิจะต้องเผชิญกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง อัตราเงินเฟ้อที่ถูกเร่งขึ้น และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption)

               [ ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ ]

               1. การรักษาสมดุลทางการทูต (Strategic Hedging) ไทยต้องดำรงจุดยืนเป็นกลางอย่างเคร่งครัด ไม่ร่วมวงประณามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เน้นย้ำถึงหลักเสรีภาพในการเดินเรือและการแก้ปัญหาตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

               2. การบริหารความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Buffer) ภาครัฐต้องเร่งทบทวนและบริหารจัดการคลังสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) ให้พร้อมรับมือกับสภาวะชะงักงัน และกระจายความเสี่ยงในการจัดหาแหล่งพลังงานนอกตะวันออกกลาง

               3. การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์ (The Landbridge Imperative) วิกฤตการณ์ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (รวมถึงความตึงเครียดในทะเลแดงและช่องแคบมะละกา) คือตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่แสดงให้เห็นว่า โลกต้องการ “ทางเลือกใหม่” ในการขนส่ง ประเทศไทยต้องฉวยจังหวะนี้ยกระดับการนำเสนอโครงการแลนด์บริดจ์ (ระนอง-ชุมพร) ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ให้คมชัดขึ้น โครงการนี้ไม่ใช่เพียงทางลัดด้านโลจิสติกส์ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงจากจุดเปราะบาง (Chokepoints) และเร่งพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) สร้างนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแบบครบวงจร เพื่อสร้างสมดุลอำนาจ และเปลี่ยนให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจทุกฝ่ายต้องพึ่งพาและร่วมกันปกป้อง

               [ บทสรุป: เปลี่ยนความเปราะบางของโลก ให้เป็นอำนาจต่อรองทางยุทธศาสตร์ ]

                ในท้ายที่สุด วิกฤตการณ์ปิดล้อมทางทะเลครั้งนี้คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งความมั่นคงทางพลังงานและเส้นทางการค้ากลายเป็นอาวุธสำคัญบนกระดานหมากรุกโลก การตั้งรับของประเทศไทยในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่สามารถทำได้ด้วยการประคองตัวรอให้พายุพัดผ่านไปเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักอาศัยแรงเสียดทานจากวิกฤตความขัดแย้งของมหาอำนาจ พลิกวิกฤตความเปราะบางของจุดตัดเส้นทางเดินเรือโลกให้กลายเป็น “พื้นที่และอำนาจต่อรองทางยุทธศาสตร์” ของชาติ ชาติที่สามารถนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ความมั่นคงของทุกฝ่ายได้อย่างสมดุลเท่านั้น จึงจะสามารถยืนหยัดและได้รับผลประโยชน์สูงสุดในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นนี้

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน