จุดเปลี่ยนสงครามการค้าโลก เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ คว่ำภาษีทรัมป์ สู่ยุคใหม่ของนโยบายแบบ “เจาะจงเป้าหมาย” /โดย: ดร.Force

1974987

     คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ด้วยมติ 6-3 ที่คว่ำการใช้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ในการตั้งกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ที่ตอกย้ำถึงระบบการถ่วงดุลอำนาจ (Checks and Balances) ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ในมิติของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy) นัยยะของเหตุการณ์นี้ไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของนโยบายกีดกันทางการค้า แต่เป็นเพียง “การเปลี่ยนสมรภูมิและยุทธวิธี” ของทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน

               บทวิเคราะห์นี้จะฉายภาพให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางกฎหมายของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ และการตั้งรับเชิงรุกของจีน ซึ่งจะส่งผลต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

              1. การเปลี่ยนผ่านเครื่องมือทางกฎหมายของสหรัฐฯ: จากการ “เหวี่ยงแห” สู่การ “ล็อกเป้า” เมื่อศาลฎีกาชี้ขาดว่าอำนาจการเก็บภาษีเป็นของสภาคองเกรส การใช้อำนาจฉุกเฉินแบบครอบจักรวาลจึงถูกระงับ ฝ่ายบริหารของทรัมป์จึงจำเป็นต้องหันไปพึ่งพากลไกทางกฎหมายที่สภาคองเกรสมอบอำนาจไว้ให้แล้ว (Delegated Authority) ซึ่งจะเปลี่ยนลักษณะของสงครามการค้าให้มีความเฉพาะเจาะจงและเป็นระบบมากขึ้น

                    1.1 มาตรการระยะสั้นเพื่ออุดช่องโหว่ การงัด มาตรา 122 (Trade Act 1974) มาใช้ ถือเป็นทางออกฉุกเฉินที่รวดเร็วที่สุดเพื่อรักษาสถานะกำแพงภาษีเดิม (สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน) ระหว่างรอการสอบสวนเชิงลึก

                    1.2 มาตรการระยะยาวเชิงยุทธศาสตร์ การบังคับใช้ มาตรา 301 (Trade Act 1974) เพื่อตอบโต้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และ มาตรา 232 (Trade Expansion Act 1962) ที่อ้างอิงความมั่นคงของชาติ (National Security) จะกลายมาเป็นเครื่องมือหลัก กฎหมายเหล่านี้บังคับให้รัฐบาลต้องมีหลักฐานและรายงานสืบสวนรองรับ ทำให้การโจมตีทางเศรษฐกิจจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

                    1.3 ไพ่ตายเชิงสัญลักษณ์ การอ้างอิง มาตรา 338 (Tariff Act 1930) ที่ให้อำนาจขึ้นภาษีถึง 50% อาจถูกหยิบยกมาเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ทางจิตวิทยา (Deterrence) บนโต๊ะเจรจา แม้ในทางปฏิบัติจะมีความเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายการค้าระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงก็ตาม

                2. ยุทธศาสตร์การตอบโต้เชิงซ้อนของจีน (China’s Asymmetric Playbook) ในขณะที่สหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนข้อกฎหมาย จีนเองซึ่งมีบทเรียนจากความขัดแย้งในรอบที่ผ่านมา ได้พัฒนายุทธศาสตร์การตอบโต้ที่ก้าวข้ามการขึ้นภาษีแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน (Tit-for-Tat) ไปสู่การทำสงครามเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้น

                     2.1 การตอบโต้แบบอสมมาตร (Asymmetric Retaliation) จีนเลือกโจมตีในจุดที่เป็นกล่องดวงใจทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เช่น การจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อกดดันฐานเสียงของทรัมป์ หรือการใช้อำนาจผูกขาดในตลาดแร่ธาตุหายาก (Critical Minerals) เช่น แกลเลียมและแอนติโมนี เพื่อทำให้ห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ ชะงักงัน

                     2.2 การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Rerouting) เพื่อหลบเลี่ยงการถูกตราหน้าว่า “Made in China” จีนเร่งกลยุทธ์ย้ายฐานการลงทุน (FDI) ไปยังประเทศที่สาม (Proxy Countries) เช่น กลุ่มประเทศอาเซียนและเม็กซิโก เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีและเจาะเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ทางอ้อม

                     2.3 การกระจายความเสี่ยงสู่ซีกโลกใต้ (Global South Diversification) จีนลดการพึ่งพาตลาดตะวันตก โดยหันไปขยายอิทธิพลทางการค้าในกลุ่ม BRICS, ละตินอเมริกา, และแอฟริกา เพื่อระบายสินค้าที่ผลิตล้นเกิน (Overcapacity) ในราคาที่แข่งขันได้

                    2.4 ยุทธวิธีทางการเงิน (Financial Tactics) การบริหารจัดการค่าเงินหยวนให้อยู่ในระดับที่เอื้อต่อการส่งออก ควบคู่ไปกับการผลักดันวาระลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) ในระบบธุรกรรมระหว่างประเทศ ถือเป็นเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจในระยะยาวของจีน

               3. ผลกระทบต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก: ความปั่นป่วนและการแบ่งขั้ว การปะทะกันด้วยเครื่องมือใหม่ของทั้งสองมหาอำนาจ จะเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                    3.1 ความผันผวนในตลาดทุนและการคลัง คำสั่งศาลที่อาจบีบให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนเงินภาษีกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ จะสร้างแรงกระเพื่อมอย่างหนักต่องบประมาณภาครัฐ และสร้างความผันผวนในตลาดเงินจากความไม่แน่นอนของนโยบายใหม่

                    3.2 การแบ่งแยกทางเศรษฐกิจ (Economic Fragmentation) โลกจะก้าวเข้าสู่ภาวะแบ่งขั้วอย่างชัดเจนขึ้น องค์การการค้าโลก (WTO) จะยิ่งถูกลดทอนความสำคัญลง ขณะที่ชาติต่างๆ จะหันไปพึ่งพาการเจรจาแบบทวิภาคี (Bilateral) หรือการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

                    3.3 โอกาสและความเสี่ยงของกลุ่มประเทศทางผ่าน ประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึงไทย จะได้รับทั้งอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต (Relocation) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบและใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping/Countervailing Duties) หากพบว่าทำตัวเป็นเพียงช่องทางผ่านสินค้า (Transshipment) ให้กับจีน

               บทสรุป

               เหตุการณ์ที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ คว่ำการใช้กฎหมาย IEEPA ของฝ่ายบริหาร ไม่ได้ดับไฟสงครามการค้า ทว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จฉุกเฉิน ไปสู่ “สงครามกฎหมายและห่วงโซ่อุปทาน” (Legal and Supply Chain Warfare) ที่มีความซับซ้อน เจาะจง และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น

               ภูมิทัศน์การค้าโลกนับจากนี้ จะไม่ได้วัดกันที่ว่าใครตั้งกำแพงภาษีได้สูงกว่ากัน แต่วัดกันที่ความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ความยืดหยุ่นทางกฎหมาย และอำนาจต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก จะต้องปรับตัวอย่างเท่าทันเพื่อเอาตัวรอดในรอยแยกของมหาอำนาจนี้ครับ

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน