อวสานระเบียบโลกเก่า สู่ยุคสัจธรรมแห่งอำนาจดิบ และนัยยะต่อพลวัตทางเศรษฐกิจ /โดย: ดร.Force

1972180

     พัฒนาการของภูมิทัศน์การเมืองโลกในห้วงเวลาปัจจุบัน กำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนถึงการสิ้นสุดของ “ระเบียบโลกที่อิงกฎกติกา” (Rules-based Order) ซึ่งเคยเป็นแกนกลางในการรักษาเสถียรภาพมาตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ที่ Ray Dalio เรียกว่า “ระยะที่ 6” (Stage 6) ของวงจรวัฏจักรใหญ่ (The Big Cycle) ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่สถาปัตยกรรมทางความมั่นคงระหว่างประเทศล่มสลาย และถูกแทนที่ด้วย “กฎแห่งป่า” (Law of the Jungle)

               สภาวะดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สัจธรรมแห่งอำนาจดิบ (Might is Right) ได้เข้ามาสวมบทบาทแทนที่ความยุติธรรมและฉันทามติสากล การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การทหารและพลวัตทางภูมิรัฐศาสตร์ในยุคที่กติกาโลกเสื่อมถอย ถือเป็นหัวใจสำคัญในการวางกรอบยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการทรัพยากรระดับชาติ เมื่อมหาอำนาจตกอยู่ใน “สภาวะหวาดระแวง” (Prisoner’s Dilemma) การขับเคี่ยวกันจะไม่จำกัดอยู่เพียงมิติใดมิติหนึ่ง แต่จะลุกลามผ่านสงครามพันทาง 5 มิติ ได้แก่ สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี สงครามภูมิรัฐศาสตร์ สงครามเงินทุน และท้ายที่สุดคือสงครามทางทหาร

               บทเรียนจากทศวรรษ 1930 ชี้ให้เห็นว่า สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและการแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ มักเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการทหารนิยม (Militarism) และลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง ในสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังพลิกผันนี้ ยุทธศาสตร์การเอาตัวรอดจึงไม่ได้อยู่ที่การขยายขีดความสามารถในการทำลายล้างคู่แข่ง แต่อยู่ที่ “ความยืดหยุ่นและการฟื้นตัว” (Resilience) การรักษาวินัยทางการเงิน การปกป้องผลิตภาพ และการดำเนินนโยบายสร้างสมดุลเชิงรุก เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบดขยี้จากความขัดแย้งของมหาอำนาจ

              บทวิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำในบริบท “ระเบียบโลกใหม่” จากบริบทการล่มสลายของระเบียบโลกและการก่อตัวของสงคราม 5 มิติ แนวโน้มของราคาทองคำในระยะกลางถึงระยะยาว “อยู่ในทิศทางขาขึ้นเชิงโครงสร้าง (Structural Bull Market)” อย่างชัดเจน โดยมีปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์รองรับดังนี้

               1. การเสื่อมค่าของเงินตราจากการสร้างหนี้เพื่อความมั่นคง (Debt Monetization & Militarization) เมื่อโลกเข้าสู่สภาวะเตรียมพร้อมทางทหาร (War Economy) รัฐบาลชาติต่างๆ มีความจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงและกลาโหมอย่างมหาศาล ภาระหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นจะบีบให้ธนาคารกลางต้องใช้นโยบายพิมพ์เงินหรือรักษาสภาพคล่อง ส่งผลให้สกุลเงินหลัก (Fiat Currency) และพันธบัตรรัฐบาลสูญเสียมูลค่าที่แท้จริง ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัด จึงทำหน้าที่เป็นแหล่งหลบภัย (Safe Haven) ที่รักษาอำนาจซื้อได้อย่างสมบูรณ์

              2. การใช้ระบบการเงินเป็นอาวุธ (Weaponization of Capital) และ De-dollarization “สงครามเงินทุน” ผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มประเทศขั้วอำนาจใหม่ (เช่น BRICS) ตระหนักถึงความเสี่ยงในการพึ่งพาระบบการเงินที่ผูกขาดโดยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แนวโน้มที่เราจะเห็นต่อไปคือ ธนาคารกลางทั่วโลกจะเร่งเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ และหันมา “กักตุนทองคำ” ในฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศที่ไร้ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (Counterparty Risk) และไม่สามารถถูกอายัดได้โดยโครงสร้างทางการเงินของชาติตะวันตก

              3. ดัชนีชี้วัดความกลัวและวิกฤตความเชื่อมั่น (Crisis of Confidence) ในระยะที่ 6 ของ Big Cycle ความเชื่อมั่นต่อสถาบันหลักและข้อตกลงระหว่างประเทศจะตกต่ำถึงขีดสุด เมื่อนักลงทุน สถาบันการเงิน และรัฐบาล ไม่สามารถเชื่อใจกลไกกระแสเงินสดแบบเดิมได้ ทองคำจะถูกยกระดับสถานะจากการเป็นเพียง “สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ” ไปสู่การเป็น “สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Hedge)” ระดับสูงสุด

               ดังนั้น ราคาทองคำต่อจากนี้ อาจมีความผันผวนในระยะสั้นตามการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือการปรับอัตราดอกเบี้ย แต่ในภาพใหญ่ (Macro Trend) ราคาทองคำจะถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัว ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง และการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจโลก ตราบใดที่โลกยังคงอยู่ในสภาวะ Under Destruction และกติกาโลกยังไม่ถูกจัดระเบียบใหม่จนเกิดเสถียรภาพ ทองคำจะยังคงเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ทวีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องครับ

 

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน