หากบทความก่อนที่เคยเขียนไว้ คือการฉายภาพสงครามเย็นยุคใหม่ระหว่าง “สหรัฐฯ สายเหยี่ยว” กับกลุ่ม “CRINK” (จีน, รัสเซีย, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ) ที่กำลังก่อตัวเป็นป้อมปราการต้านทานตะวันตก สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าสำหรับประเทศไทยเราไม่ใช่ใครจะชนะ แต่คือ “แรงกระแทก” จากการปะทะกันของสองขั้วอำนาจนี้ ที่จะส่งผลโดยตรงต่อประเทศขนาดกลางที่มีจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง ประเทศไทย
โลกกำลังถูกผ่าออกเป็นสองซีก (Bifurcation) อย่างสมบูรณ์ ซีกหนึ่งคือระเบียบเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ และอีกซีกคือระเบียบใหม่ที่นำโดยจีนและรัสเซีย ไทยซึ่งยืนอยู่ตรงกลางทาง]นี้ ไม่สามารถใช้ตำราการทูตเล่มเดิมได้อีกต่อไป
1. ภูมิรัฐศาสตร์ไทย: เป้าหมายของการช่วงชิง? ในขณะที่กลุ่ม CRINK พยายามสร้างเส้นทางสายไหมใหม่และระบบโลจิสติกส์ที่ไม่ง้อตะวันตก “ประเทศไทย” กลับกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมอง
– ช่องแคบมะละกาและจุดยุทธศาสตร์: ไทยตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากจีนต้องการลดความเสี่ยงจากการถูกปิดล้อมทางทะเลโดยสหรัฐฯ (Malacca Dilemma) ไทยคือทางออก (ผ่านโครงการแลนด์บริดจ์หรือการเชื่อมต่อระบบราง) ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ต้องการไทยเพื่อเป็นฐานความมั่นคงในการคุมเชิงจีนในอินโด-แปซิฟิก
– ความเสี่ยง: การวางตัวไม่ดีอาจทำให้ไทยกลายเป็น “สมรภูมิ” แทนที่จะเป็น “สะพานเชื่อม” หากเราเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป เราอาจถูกบีบหรือตัดขาดจากอีกฝ่ายทันที
2. BRICS และเดิมพันทางเศรษฐกิจ: ทางรอดหรือกับดัก? การที่ไทยแสดงความจำนงจะเข้าร่วมกลุ่ม BRICS นั้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกลุ่ม CRINK ในเรื่อง De-dollarization (ลดการพึ่งพาดอลลาร์) นี่คือการขยับตัวที่ถูกต้องในการกระจายความเสี่ยง แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย
– โอกาส: เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions) ที่สหรัฐฯ อาจใช้เป็นอาวุธในอนาคต อีกทั้งยังเปิดประตูสู่ตลาด Global South
– ความท้าทาย: สหรัฐฯ และยุโรปอาจมองไทยด้วยความหวาดระแวงมากขึ้น ไทยต้องระวังไม่ให้การเข้า BRICS ถูกตีความว่าเป็นการ “เลือกข้าง” ทางการเมืองการทหาร แต่ต้องย้ำว่าเป็นเพียงทางเลือกทาง “เศรษฐกิจ” เท่านั้น
3. ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์: ไทยควรเดินหมากอย่างไร? ในวันที่โลกไม่ได้หมุนรอบอเมริกา แต่ก็ไม่ได้หมุนรอบจีนเพียงผู้เดียว ไทยต้องยกระดับจาก “ไผ่ลู่ลม” (Passive Survival) มาเป็น “ต้นไผ่ที่มีรากแก้วและหนามคม” (Active Hedging & Resilience) ด้วยแนวทางดังนี้ครับ
ก. ยุทธศาสตร์ความมั่นคง: “ถ่วงดุลแต่ไม่ผูกมัด” (Balanced but Unbound)
– การทหาร: รักษาความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ (เช่น Cobra Gold) เพื่อคงไว้ซึ่งเทคโนโลยีและการฝึกฝน แต่ต้องกระจายแหล่งที่มาของอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่พึ่งพาค่ายใดค่ายหนึ่งจนถูกตัดรีโมทคอนโทรลได้
– ไซเบอร์และความมั่นคงภายใน: ไทยต้องเตรียมรับมือ “สงครามเขตสีเทา” (Gray Zone Warfare) ทั้งจากรัสเซียและสหรัฐฯ ที่อาจใช้ไทยเป็นฐานในการปล่อยข่าวปลอมหรือโจมตีทางไซเบอร์ การสร้างความเข้มแข็งทาง Cyber Security แห่งชาติคือวาระเร่งด่วน
ข. ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ: “สองระบบที่เชื่อมต่อ” (Dual-Track Economy)
– Diversification: ไทยต้องรักษาตลาดส่งออกในสหรัฐฯ และยุโรปไว้ แต่ต้องเร่งสร้าง Supply Chain ที่เชื่อมโยงกับจีนและตลาดใหม่ (Global South) ผ่านกลไก BRICS
– ระบบการเงิน: ธนาคารแห่งประเทศไทยควรศึกษาและเตรียมพร้อมระบบการชำระเงินทางเลือก (เช่น การใช้เงินหยวนดิจิทัล หรือระบบ BRICS Pay) เพื่อให้ภาคเอกชนไทยยังค้าขายได้แม้เกิดวิกฤตการเงินในฝั่งตะวันตก หรือเกิดมาตรการ Sanction
ค. ยุทธศาสตร์การทูต: “ความเป็นกลางเชิงรุก” (Proactive Neutrality)
– ผู้สร้างเวที: ไทยไม่ควรเป็นแค่ผู้เข้าร่วม แต่ควรเสนอตัวเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Haven) สำหรับการเจรจาหรือทำธุรกิจของทั้งสองขั้ว เหมือนที่สิงคโปร์หรือสวิตเซอร์แลนด์ทำ
– เสียงของอาเซียน: ไทยต้องผลักดันให้อาเซียนรวมตัวกันแน่นแฟ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เพราะหากไทยสู้เดี่ยว อาจถูกมหาอำนาจบดขยี้ แต่หากเป็นกลุ่มก้อน เราจะเป็นพลังที่ใครก็มองข้ามไม่ได้
บทสรุป
การโต้กลับของ “จตุรภาคีมรณะ” (CRINK) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยพายุใหญ่ที่กำลังพัดมาถึงอ่าวไทย ยุทธศาสตร์ของไทยในห้วงเวลานี้ต้องไม่ใช่แค่การ “เอาตัวรอดไปวันๆ” แต่ต้องเป็นการ “ฉกฉวยโอกาสจากรอยร้าว” ของมหาอำนาจ ไทยต้องฉลาดพอที่จะรับเงินลงทุนจากจีน รับเทคโนโลยีจากอเมริกา และรับหลักประกันความเสี่ยงจาก BRICS โดยไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของใคร นี่คือศิลปะการบริหารอำนาจในยุคระเบียบโลกใหม่ที่ไทยต้องทำให้สำเร็จ
———///———
อธิบายภาพประกอบบทความนี้
ภาพที่ 1: กระดานหมากรุกโลก และการปะทะของสองขั้วอำนาจ ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกที่เปรียบเสมือนกระดานหมากรุก โดยมีเส้นแบ่งเขตแดนที่ชัดเจนระหว่างสองฝ่าย
ฝั่งซ้าย : กลุ่ม “CRINK” นำโดยหมากรุกรูปมังกร (จีน), หมี (รัสเซีย), ขีปนาวุธ (เกาหลีเหนือ) และนักรบเปอร์เซีย (อิหร่าน) ที่กำลังผนึกกำลังกัน
ฝั่งขวา: พญาอินทรี (สหรัฐฯ) ที่ยืนตระหง่านเผชิญหน้า พร้อมด้วยหมากรุกพันธมิตรอื่นๆ
ภาพนี้สื่อถึงการแบ่งขั้วอำนาจโลก (Bifurcation) และการเผชิญหน้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นแกนหลักของบทวิเคราะห์ในส่วนแรก
ภาพที่ 2: ประเทศไทยในฐานะ “สะพานเชื่อม” และจุดยุทธศาสตร์ ภาพนี้ขยายความมาที่ประเทศไทย โดยแสดงบทบาทสำคัญในการเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสองขั้วเศรษฐกิจ
ตรงกลาง: แผนที่ประเทศไทยที่เป็นเหมือนสะพานทองคำ มีตราชั่งที่สมดุลอยู่ตรงกลาง สื่อถึงนโยบายการทูตแบบ “ไผ่ลู่ลม” ที่ต้องรักษาสมดุล
ฝั่งซ้าย (East/BRICS): แสดงภาพลักษณ์ของขั้วตะวันออก/BRICS ด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน, รถไฟความเร็วสูง และสัญลักษณ์เงินหยวน ฝั่งขวา (West/USA): แสดงภาพลักษณ์ของขั้วตะวันตก/สหรัฐฯ ด้วยตึกระฟ้า, ตลาดหุ้น และสัญลักษณ์เงินดอลลาร์
ภาพนี้สื่อถึงโอกาสและความท้าทายของไทยในการเป็น “สะพานเชื่อม” ทางเศรษฐกิจและการค้า โดยไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป
ที่มา น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
………………………………………………………………………………………………………………………………..



เรื่องน่าอ่าน
ยุติธรรม- ดีอี – ดีเอสไอ แถลงคืบหน้าคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญ Worldcoin หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว
จัดอันดับผู้ครอบครองทองมากที่สุดในโลก
เมื่อโลกใบเดิมหยุดหมุน และ “ความฉลาดไร้ขีดจำกัด” คืออากาศใหม่ที่เราต้องหายใจ /โดย ดร.Force_Jirawat
เมื่อพญาอินทรีปะทะมังกร-หมี : “ไผ่ลู่ลม” ของไทยจะต้านทานพายุลูกใหม่ได้อย่างไร? /โดย ดร.Force
สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยจังหวัดนนทบุรีร่วมงานแถลงข่าวจัดงาน “Best & Green Of Non 2026” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น หนุน SME สู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน
โลกไม่ได้กำลังจะถล่ม แต่กำลัง “ถ่ายเลือด” : เมื่อความเชื่อมั่นมีราคาแพงกว่าดอลลาร์ โดย: ดร.Force
เปิดตัวคอนเสิร์ตแรกแห่งปี “ELVIS IN LOVE” ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก รวมบทเพลงรักของเอลวิส เพรสลีย์ ราชาเพลงร็อคแอนด์โรล
เมื่อกติกาโลกเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ : สู่ยุคสมัยแห่งการจัดระเบียบความเชื่อมั่นใหม่ (The Great Trust Reset) โดย: ดร.Force