
อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการ ปฏิรูปประเทศและอดีตประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เขียนบทความพิเศษโพสต์ในเฟสบุ้คเรื่อง “เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด : ปักหมุด 5 โรดแมปก้าวพ้นกับดักถดถอย” วิเคราะห์รายงานล่าสุดของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยประเมินว่าวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงถดถอยกว่าที่คิดพร้อมกับเสนอ5โรดแมปยกเครื่องเศรษฐกิจประเทศครั้งใหญ่โดยมีเนื้อหาสาระ ดังนี้
บทความพิเศษ “เศรษฐกิจไทยวิกฤติกว่าที่คิด : ปักหมุด 5 โรดแมปก้าวพ้นกับดักถดถอย” “…วันนี้ไม่มีเวลาสำหรับการแก้ปัญหาแบบปะผุ ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันผ่าตัดปฏิรูปใหญ่สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ให้กับประเทศอย่างแท้จริง…” อลงกรณ์ พลบุตร
ผมอ่านและวิเคราะห์รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)เพิ่งแถลงรายงานออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2569 พบว่า เศรษฐกิจไทยทรุดหนักด้วยโรคอุบัติใหม่นอกเหนือจากการติดหล่มภาวะ “โตต่ำ โตช้า และศักยภาพในการแข่งขันถดถอยเชิงโครงสร้าง” อย่างน่าวิตกมากกว่าเดิม
การที่ GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัวได้เพียง 1.9% (YoY) ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับผลทางฤดูกาลแล้วกลับติดลบ -0.2% (QoQ sa) จนทำให้ สศช. ต้องปรับกรอบประมาณการเศรษฐกิจทั้งปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 2.0 – 2.5% (ค่ากลาง 2.2%) สะท้อนว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังเผชิญ “ตอใหญ่” เชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน เมื่อเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคในไตรมาส 2/2569 ประเทศไทยขยายตัวรั้งท้ายอย่างเห็นได้ชัด (เวียดนาม 8.4%, มาเลเซีย 5.4%, อินโดนีเซีย 5.3%, สิงคโปร์ 5.9% และฟิลิปปินส์ 2.3%) ยิ่งตอกย้ำว่าเรากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
เจาะลึก 4 ปัญหาเชิงโครงสร้าง (ตัวเลขจริง Q2/2569)
1. ภาพลวงตาส่งออก กับวิกฤต “ขาดดุลแฝง” สูงสุดในรอบ 8 ไตรมาส แม้ตัวเลขมูลค่าการส่งออกในไตรมาส 2 จะเติบโต 17.6% (99,079 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีสินค้าเทคโนโลยีอย่างอุปกรณ์โทรคมนาคม (+129.0%) และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ (+65.5%) เป็นตัวนำ แต่โครงสร้างการผลิตของไทยกลับขาดการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ทำให้มูลค่าการนำเข้าพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 42.3% (111,155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดในรอบ 20 ไตรมาส) ผลลัพธ์คือดุลการค้าไตรมาส 2 ขาดดุลสูงถึง -12.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 3.92 แสนล้านบาท) และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ถึง -17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.75 แสนล้านบาท) ส่งผลให้ทั้งปี 2569 คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล -1.2% ต่อ GDP (-7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
2. ภาคอุตสาหกรรมชะงักงัน กำลังการผลิตดิ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปี ภาคการผลิตอุตสาหกรรมในไตรมาส 2 ขยายตัวได้เพียง 0.1% จากการทรุดตัวของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น การผลิตรถยนต์ (-7.2%) และปิโตรเคมี/พลาสติกขั้นต้น (-9.7%) ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย (Capacity Utilization) ร่วงลงแตะ 57.47% ต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส (นับตั้งแต่ Q2/2563) ประเทศไทยกำลังเผชิญช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมเก่าที่โรยรากับอุตสาหกรรมใหม่ที่ยังดึงดูดห่วงโซ่มูลค่าเข้ามาในประเทศไม่ทันการณ์
3. ภาคเกษตรเผชิญความเสี่ยงสภาพอากาศและต้นทุนนำเข้า ภาคเกษตรกรรมชะลอตัวลงเหลือ 1.5% โดยผลผลิตพืชหลักลดลงอย่างรุนแรงจากสภาพอากาศร้อนจัดและภัยแล้ง โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันที่ผลผลิตดิ่งลง -35.8% และข้าว (-1.6%) แม้ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะปรับขึ้น 6.1% แต่เกษตรกรยังเผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากต้นทุนปุ๋ยเคมี (โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย) และพลังงานที่มีความเสี่ยงสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
4. กำลังซื้อเปราะบาง การลงทุนรัฐสะดุด และหนี้สาธารณะตึงตัว
4.1 ความเชื่อมั่นผู้บริโภค : ดัชนีความเชื่อมั่นร่วงลงมาอยู่ที่ 50.3 (ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส ตั้งแต่ Q4/2565) การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวเหลือ 1.9%
4.2 การลงทุนภาครัฐ : หดตัวลง -1.6% ในไตรมาส 2 (เครื่องจักร -6.8%, ก่อสร้าง -0.3%)
4.3 การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาส 2 หดตัว -4.4% (เหลือ 6.557 ล้านคน) และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 68.97%
4.4 พื้นที่ทางการคลัง : หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 แตะระดับ 12.9 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.9% ของ GDP ซึ่งจำกัดความสามารถในการก่อหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
5. โรดแมปยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ข้อเสนอ 5 โรดแมปเพื่อ “ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ”
1) สร้างระบบ Local Content และเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ FDI ยุคใหม่: แม้การลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวสูง 13.4% แต่ต้องเร่งขับเคลื่อนระบบ Thailand FastPass พร้อมปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) บังคับและจูงใจให้โครงการ Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ AI มีการจัดซื้อชิ้นส่วน/วัตถุดิบและจ้างงานในประเทศ พร้อมกำหนดกติกาการใช้พลังงานสะอาดและน้ำของ Data Center ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ผลักภาระต้นทุนสาธารณูปโภคไปสู่ภาคประชาชน
2) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพลังงานสะอาดและเบิกจ่ายงบ 4 แสนล้านบาท: เร่งรัดและตรวจสอบการเบิกจ่ายโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยเฉพาะแผนงานที่ 2 ให้ลงสู่ระบบเศรษฐกิจจริงอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ควบคู่กับการใช้กลไก PPP และกองทุน Thailand Future Fund ลดภาระหนี้ภาครัฐ
3) ปฏิรูปภาคเกษตรสู่ Precision Agriculture และความมั่นคงด้านปัจจัยการผลิต: บริหารจัดการน้ำเชิงรุกเพื่อรับมือภัยแล้งและเอลนีโญ ผลักดันเทคโนโลยีการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน (Site-Specific Nutrient Management) เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยเคมี พร้อมยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูงและเกษตรแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้แก่เกษตรกร
4) การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกและการปกป้องการค้า: เร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐฯ เตรียมข้อมูลชี้แจงการไต่สวนมาตรา 301 (Section 301) ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และตรวจเข้มกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ป้องกันการสวมสิทธิ์ ควบคู่กับการช่วยผู้ประกอบการรับมือมาตรการ CBAM และมาตรฐานคาร์บอนระดับโลก
5) ปักหมุด “เศรษฐกิจใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์” (New & Creative Economy Engine): เร่งขับเคลื่อนคลัสเตอร์เศรษฐกิจใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้แห่งอนาคต โดยมุ่งเน้น 5 เสาหลัก
5.1) เศรษฐกิจสร้างสรรค์บนฐานวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์ (Culture-Driven Creative Economy & Soft Power): ยกระดับทุนทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม อาหารไทย และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างแบรนด์สินค้า/บริการไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีมูลค่าสูงในตลาดโลก
5.2) เศรษฐกิจชีวภาพและวัสดุยั่งยืน (Bio-Economy & Sustainable Materials): ต่อยอดฐานการเกษตรไทยสู่อุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง นวัตกรรมโปรตีนทางเลือก วัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง
5.3) เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Digital & Deep-Tech): ขยายขีดความสามารถจากการเป็นเพียงศูนย์ข้อมูล (Data Center Hub) ไปสู่การพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม และบริการดิจิทัลขั้นสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย
5.4) เศรษฐกิจผู้สูงวัยและสุขภาพครบวงจร (Silver & Wellness Economy): ยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ นวัตกรรมเพื่อสังคมสูงวัย และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูสุขภาพ เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรศาสตร์โลก
5.5) เศรษฐกิจทางทะเลและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Blue & Circular Economy): พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ พลังงานหมุนเวียนนอกชายฝั่ง และระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรระยะยาว
บทสรุป: เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่สามารถพึ่งพาโมเดลรับจ้างผลิตเดิมๆ ได้อีกต่อไป หากเราไม่กล้าผ่าตัดโครงสร้าง ปรับเกณฑ์ดึงดูดการลงทุนเพื่อคนไทย และยกระดับสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม ประเทศไทยจะติดอยู่ในวงจร “โตต่ำและถดถอย” อย่างถาวร
การยกเครื่องครั้งใหญ่ต้องเริ่มลงมือปฏิรูปใหญ่ทันทีโดยเฉพาะต้องเปลี่ยน mindset เก่าและยุทธศาสตร์เดิมจาก“ไทยพึ่งโลก”เป็น“โลกพึ่งไทย”
โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการ ปฏิรูปประเทศและอดีตประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
สิงหาคม 2569
ที่มา Alongkorn ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา SocialeyesThailand
——————————————————————————————————————————–

เรื่องน่าอ่าน
LINE ประกาศยุติการให้บริการ LINE VOOM ในประเทศไทย โดยเริ่มทยอยปิดตั้งแต่ 31 สิงหาคม 2569 และจะปิดอย่างเป็นทางการวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 11.00 น.
หลุดเอกสารพยานคดีฮั้ว สว. ยื่นหนังสือถึง ประธาน กกต. ปลายปี 68 ขอกลับคำให้การ อ้างถูกข่มขู่ ล่อลวง ยัดคดีให้ซัดทอดพรรคภูมิใจไทยพร้อมขอกลับคำให้การทั้งหมด
มูลนิธิตำรวจสอบสวนกลาง บรรยายให้ความรู้ “หนี ซ่อน สู้” นักเรียนโรงเรียนปทุมธานี “นันทมุนีบำรุง”
ยธ.สั่งดีเอสไอพิจารณา 2 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ “ออกจากราชการไว้ก่อน” เซ่นปมเอี่ยวเป็นตัวกลางรับ-ส่งเงินทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นไร้ละเว้น-ฟันซ้ำวินัยอาญาหากพบผิดจริง
DSI ส่งสำนวนคดีสื่อลามกอนาจารเด็กออนไลน์ ขยายผลพบของกลางกว่า 100,000 ไฟล์
DSI ผนึกกำลัง 4 หน่วยงาน ลงนาม MOU พัฒนาบุคลากร – ยกระดับปฏิบัติการพิเศษ
สมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมศิลปะเพื่อพลังใจ ไอคอนสยาม เสาร์นี้ 12 ก.ย.2569
DSI ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการฯ เร่งปราบอาชญากรรมเทคโนโลยีข้ามชาติ ขยายผลเส้นทางการเงิน ใช้ AI หนุนการทำงาน