เมื่อพญาอินทรีปะทะมังกร-หมี : “ไผ่ลู่ลม” ของไทยจะต้านทานพายุลูกใหม่ได้อย่างไร? /โดย ดร.Force

1929601 scaled

             หากบทความก่อนที่เคยเขียนไว้ คือการฉายภาพสงครามเย็นยุคใหม่ระหว่าง “สหรัฐฯ สายเหยี่ยว” กับกลุ่ม “CRINK” (จีน, รัสเซีย, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ) ที่กำลังก่อตัวเป็นป้อมปราการต้านทานตะวันตก สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าสำหรับประเทศไทยเราไม่ใช่ใครจะชนะ แต่คือ “แรงกระแทก” จากการปะทะกันของสองขั้วอำนาจนี้ ที่จะส่งผลโดยตรงต่อประเทศขนาดกลางที่มีจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง ประเทศไทย 

             โลกกำลังถูกผ่าออกเป็นสองซีก (Bifurcation) อย่างสมบูรณ์  ซีกหนึ่งคือระเบียบเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ และอีกซีกคือระเบียบใหม่ที่นำโดยจีนและรัสเซีย ไทยซึ่งยืนอยู่ตรงกลางทาง]นี้ ไม่สามารถใช้ตำราการทูตเล่มเดิมได้อีกต่อไป

             1. ภูมิรัฐศาสตร์ไทย: เป้าหมายของการช่วงชิง?  ในขณะที่กลุ่ม CRINK พยายามสร้างเส้นทางสายไหมใหม่และระบบโลจิสติกส์ที่ไม่ง้อตะวันตก “ประเทศไทย” กลับกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมอง

                   – ช่องแคบมะละกาและจุดยุทธศาสตร์: ไทยตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก หากจีนต้องการลดความเสี่ยงจากการถูกปิดล้อมทางทะเลโดยสหรัฐฯ (Malacca Dilemma) ไทยคือทางออก (ผ่านโครงการแลนด์บริดจ์หรือการเชื่อมต่อระบบราง) ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็ต้องการไทยเพื่อเป็นฐานความมั่นคงในการคุมเชิงจีนในอินโด-แปซิฟิก
                   – ความเสี่ยง: การวางตัวไม่ดีอาจทำให้ไทยกลายเป็น “สมรภูมิ” แทนที่จะเป็น “สะพานเชื่อม” หากเราเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป เราอาจถูกบีบหรือตัดขาดจากอีกฝ่ายทันที

              2. BRICS และเดิมพันทางเศรษฐกิจ: ทางรอดหรือกับดัก?  การที่ไทยแสดงความจำนงจะเข้าร่วมกลุ่ม BRICS นั้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกลุ่ม CRINK ในเรื่อง De-dollarization (ลดการพึ่งพาดอลลาร์) นี่คือการขยับตัวที่ถูกต้องในการกระจายความเสี่ยง แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย

                   – โอกาส: เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ และมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Sanctions) ที่สหรัฐฯ อาจใช้เป็นอาวุธในอนาคต อีกทั้งยังเปิดประตูสู่ตลาด Global South
                   – ความท้าทาย: สหรัฐฯ และยุโรปอาจมองไทยด้วยความหวาดระแวงมากขึ้น ไทยต้องระวังไม่ให้การเข้า BRICS ถูกตีความว่าเป็นการ “เลือกข้าง” ทางการเมืองการทหาร แต่ต้องย้ำว่าเป็นเพียงทางเลือกทาง “เศรษฐกิจ” เท่านั้น

               3. ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์: ไทยควรเดินหมากอย่างไร?  ในวันที่โลกไม่ได้หมุนรอบอเมริกา แต่ก็ไม่ได้หมุนรอบจีนเพียงผู้เดียว ไทยต้องยกระดับจาก “ไผ่ลู่ลม” (Passive Survival) มาเป็น “ต้นไผ่ที่มีรากแก้วและหนามคม” (Active Hedging & Resilience) ด้วยแนวทางดังนี้ครับ

                      ก. ยุทธศาสตร์ความมั่นคง: “ถ่วงดุลแต่ไม่ผูกมัด” (Balanced but Unbound)
                         – การทหาร: รักษาความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ (เช่น Cobra Gold) เพื่อคงไว้ซึ่งเทคโนโลยีและการฝึกฝน แต่ต้องกระจายแหล่งที่มาของอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่พึ่งพาค่ายใดค่ายหนึ่งจนถูกตัดรีโมทคอนโทรลได้
                         – ไซเบอร์และความมั่นคงภายใน: ไทยต้องเตรียมรับมือ “สงครามเขตสีเทา” (Gray Zone Warfare) ทั้งจากรัสเซียและสหรัฐฯ ที่อาจใช้ไทยเป็นฐานในการปล่อยข่าวปลอมหรือโจมตีทางไซเบอร์ การสร้างความเข้มแข็งทาง Cyber Security แห่งชาติคือวาระเร่งด่วน

                       ข. ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ: “สองระบบที่เชื่อมต่อ” (Dual-Track Economy)
                           – Diversification: ไทยต้องรักษาตลาดส่งออกในสหรัฐฯ และยุโรปไว้ แต่ต้องเร่งสร้าง Supply Chain ที่เชื่อมโยงกับจีนและตลาดใหม่ (Global South) ผ่านกลไก BRICS
                           – ระบบการเงิน: ธนาคารแห่งประเทศไทยควรศึกษาและเตรียมพร้อมระบบการชำระเงินทางเลือก (เช่น การใช้เงินหยวนดิจิทัล หรือระบบ BRICS Pay) เพื่อให้ภาคเอกชนไทยยังค้าขายได้แม้เกิดวิกฤตการเงินในฝั่งตะวันตก หรือเกิดมาตรการ Sanction

                        ค. ยุทธศาสตร์การทูต: “ความเป็นกลางเชิงรุก” (Proactive Neutrality)
                             – ผู้สร้างเวที: ไทยไม่ควรเป็นแค่ผู้เข้าร่วม แต่ควรเสนอตัวเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Haven) สำหรับการเจรจาหรือทำธุรกิจของทั้งสองขั้ว เหมือนที่สิงคโปร์หรือสวิตเซอร์แลนด์ทำ
                             – เสียงของอาเซียน: ไทยต้องผลักดันให้อาเซียนรวมตัวกันแน่นแฟ้นเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง เพราะหากไทยสู้เดี่ยว อาจถูกมหาอำนาจบดขยี้ แต่หากเป็นกลุ่มก้อน เราจะเป็นพลังที่ใครก็มองข้ามไม่ได้

1929604 scaled

              บทสรุป

              การโต้กลับของ “จตุรภาคีมรณะ” (CRINK) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยพายุใหญ่ที่กำลังพัดมาถึงอ่าวไทย ยุทธศาสตร์ของไทยในห้วงเวลานี้ต้องไม่ใช่แค่การ “เอาตัวรอดไปวันๆ” แต่ต้องเป็นการ “ฉกฉวยโอกาสจากรอยร้าว” ของมหาอำนาจ  ไทยต้องฉลาดพอที่จะรับเงินลงทุนจากจีน รับเทคโนโลยีจากอเมริกา และรับหลักประกันความเสี่ยงจาก BRICS โดยไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของใคร นี่คือศิลปะการบริหารอำนาจในยุคระเบียบโลกใหม่ที่ไทยต้องทำให้สำเร็จ

———///———

               อธิบายภาพประกอบบทความนี้

​              ภาพที่ 1: กระดานหมากรุกโลก และการปะทะของสองขั้วอำนาจ  ​ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลกที่เปรียบเสมือนกระดานหมากรุก โดยมีเส้นแบ่งเขตแดนที่ชัดเจนระหว่างสองฝ่าย

              ​ฝั่งซ้าย : กลุ่ม “CRINK” นำโดยหมากรุกรูปมังกร (จีน), หมี (รัสเซีย), ขีปนาวุธ (เกาหลีเหนือ) และนักรบเปอร์เซีย (อิหร่าน) ที่กำลังผนึกกำลังกัน

​              ฝั่งขวา: พญาอินทรี (สหรัฐฯ) ที่ยืนตระหง่านเผชิญหน้า พร้อมด้วยหมากรุกพันธมิตรอื่นๆ

ภาพนี้สื่อถึงการแบ่งขั้วอำนาจโลก (Bifurcation) และการเผชิญหน้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นแกนหลักของบทวิเคราะห์ในส่วนแรก

               ภาพที่ 2: ประเทศไทยในฐานะ “สะพานเชื่อม” และจุดยุทธศาสตร์  ​ภาพนี้ขยายความมาที่ประเทศไทย โดยแสดงบทบาทสำคัญในการเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสองขั้วเศรษฐกิจ
​ตรงกลาง: แผนที่ประเทศไทยที่เป็นเหมือนสะพานทองคำ มีตราชั่งที่สมดุลอยู่ตรงกลาง สื่อถึงนโยบายการทูตแบบ “ไผ่ลู่ลม” ที่ต้องรักษาสมดุล

              ​ฝั่งซ้าย (East/BRICS): แสดงภาพลักษณ์ของขั้วตะวันออก/BRICS ด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน, รถไฟความเร็วสูง และสัญลักษณ์เงินหยวน  ​ฝั่งขวา (West/USA): แสดงภาพลักษณ์ของขั้วตะวันตก/สหรัฐฯ ด้วยตึกระฟ้า, ตลาดหุ้น และสัญลักษณ์เงินดอลลาร์

​              ภาพนี้สื่อถึงโอกาสและความท้าทายของไทยในการเป็น “สะพานเชื่อม” ทางเศรษฐกิจและการค้า โดยไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป

 

ที่มา  น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์  ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

………………………………………………………………………………………………………………………………..

เรื่องน่าอ่าน