ยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์: จาก “ทางเลือกการเดินเรือ” สู่ “มหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่” แห่งอินโด-แปซิฟิก /โดย ดร.Force

434112

     ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ที่หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามถึงต้นทุนการขนถ่ายสินค้าซ้ำซ้อน (Double Handling) และความกังวลที่ว่าอาจไม่มีปริมาณเรือเข้ามาใช้บริการมากพอ หากเราประเมินโครงการนี้ผ่านเลนส์ของ “บัญชีโลจิสติกส์ทางตรง” เพียงมิติเดียว โครงการนี้ย่อมดูเป็นความท้าทายที่ยากจะทำกำไร

​              ทว่าในสภาวะที่โครงสร้างอำนาจโลกกำลังถูกเขย่า การประเมินมูลค่าของแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องยกระดับขึ้นสู่มิติทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และความมั่นคงแห่งชาติ นี่ไม่ใช่เพียงการสร้างท่าเรือและเทคอนกรีตทำถนน แต่คือการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันใหม่ (New S-Curve) และยึดกุม “คอคอดยุทธศาสตร์” ที่จะเปลี่ยนตำแหน่งของประเทศไทยบนเวทีโลกไปตลอดกาล

​            【ระเบียบโลกใหม่ และความเปราะบางของจุดคอขวดเดิม】 ​เส้นทางเดินเรือหลักของโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก ไม่เพียงแต่กำลังเข้าสู่ภาวะแออัด แต่ยังเปราะบางต่อวิกฤตการณ์อย่างยิ่งยวด เมื่อความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ไต้หวัน หรือการปะทะกันในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “เส้นทางเดินเรือ” จึงถูกแปรสภาพเป็นเครื่องมือต่อรองและอาวุธทางยุทธศาสตร์
​              ในขณะเดียวกัน โครงการยุทธศาสตร์แถบและเส้นทาง (BRI 2.0) ของจีน ที่เคยมองพม่าเป็นประตูหลักสู่มหาสมุทรอินเดีย กำลังเผชิญกับภาวะชะงักงัน สภาวะรัฐที่อ่อนแรงและสงครามภายในทำให้ “เส้นทางเศรษฐกิจ” กลายเป็น “เส้นทางเสี่ยง” การกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) จึงเป็นไฟต์บังคับ และการหันมาพึ่งพาเสถียรภาพของประเทศไทย ในฐานะทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า คุมง่ายกว่า และเชื่อมต่อได้เสถียรกว่า จึงเป็นทิศทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

               การประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ เพียงแค่ในมิติของการประหยัดเวลาการเดินเรือ หรือการลดต้นทุนโลจิสติกส์รายตู้ อาจเป็นการมองภาพที่แคบจนเกินไป เพราะหัวใจสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่การเป็น “สะพานเชื่อมสองทะเล” เท่านั้น แต่คือการสร้าง “ขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงพื้นที่” ที่จะเปลี่ยนภาคใต้ของไทยให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New S-Curve) ที่ทรงพลังและสอดรับกับพลวัตภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มองเห็นภาพใหญ่ที่มากกว่าแค่ทางผ่านสินค้า บทความนี้ขอนำเสนอศักยภาพในมิติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นบนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ดังนี้

               1. ศูนย์กลางความมั่นคงทางพลังงานและปิโตรเคมีครบวงจร แลนด์บริดจ์จะทำหน้าที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสร้าง Strategic Petroleum Reserve (SPR) หรือคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการขนส่งผ่านจุดเปราะบางในต่างแดน ขณะเดียวกัน พื้นที่นี้จะถูกยกระดับให้เป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ (Upstream to Downstream) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรพลังงาน เปลี่ยนจากเพียงแค่การรับน้ำมันผ่านท่อ เป็นการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ และวัสดุขั้นสูง ส่งออกไปยังตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

               2. ฮับการผลิตอาหารฮาลาล (Global Halal Hub) ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับกลุ่มประเทศมุสลิมขนาดใหญ่ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสามารถเชื่อมโยงโดยตรงสู่ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ไทยสามารถใช้แลนด์บริดจ์เป็นฐานการผลิต แปรรูป และโลจิสติกส์สินค้าอาหารฮาลาลมาตรฐานโลก การเชื่อมต่อที่รวดเร็วระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทยจะช่วยลดระยะเวลาและคงคุณภาพสินค้าเกษตรแปรรูป ให้ไทยก้าวสู่การเป็น “ครัวฮาลาลของโลก” อย่างแท้จริง

               3. ยกระดับสู่การเป็น “จุดหมายปลายทางระดับไฮเอนด์” แลนด์บริดจ์ถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่าท่าเรือสินค้า แต่ยังรวมถึงการเป็น ท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางน้ำที่กำลังเติบโต ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากทั่วมุมโลก
               นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการ Entertainment Complex ครบวงจร ที่ประกอบด้วยโรงแรมหรู ศูนย์การประชุมระดับโลก ศูนย์การค้าแบรนด์เนม และสถานบันเทิงล้ำสมัย จะเปลี่ยนภาคใต้ของไทยให้กลายเป็น “จุดปักหมุดใหม่” ของการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

               4. ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการรักษาสมดุลภูมิรัฐศาสตร์ ในมิติความมั่นคง แลนด์บริดจ์จะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ส่งเสริมบทบาทของกองทัพเรือในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทั้งในฝั่งอันดามันที่ได้รับแรงสนับสนุนจาก ฐานทัพเรือพังงา และฝั่งอ่าวไทยผ่าน ฐานทัพเรือสงขลา การมีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่าไทยมีขีดความสามารถในการคุ้มครองเส้นทางเศรษฐกิจนี้ให้ปลอดภัยและโปร่งใส ในเชิงนโยบายต่างประเทศ โครงการนี้คือพื้นที่ “Win-Win” ที่เชื่อมต่อโครงการ EEC ของไทย เข้ากับยุทธศาสตร์ BRI ของจีน และสอดรับกับนโยบาย Look East ของอินเดีย ทำให้ไทยไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นพื้นที่กลางที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมและลงทุนร่วมกัน

               5. AI & Digital Hub: โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต (AI Proposal) นอกจากถนนและราง เราควรวางแลนด์บริดจ์ให้เป็น Digital Bridge ด้วยการวางโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) และศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาค (Regional Data Center) เพื่อเชื่อมต่อการสื่อสารและข้อมูลระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ซึ่งจะดึงดูดกลุ่มธุรกิจ Tech Giants และ Start-up เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจดิจิทัล

434113

               #บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: ทะยานสู่ “ขั้วอำนาจเศรษฐกิจใหม่” แห่งอินโด-แปซิฟิก

               การประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยมาตรวัดแบบเดิม ที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลขกำไร-ขาดทุนจากค่าผ่านทาง หรือข้อกังวลเรื่องต้นทุนการขนถ่ายตู้สินค้าซ้ำซ้อน (Double Handling) ถือเป็นการติดกับดักทางความคิดที่บดบัง “ภาพใหญ่” ของผลประโยชน์แห่งชาติในระยะยาว เพราะแท้จริงแล้ว โครงการนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเพียงทางลัดในการเดินเรือ แต่คือการสถาปนา “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)” ให้เป็นกลไกหลักในการพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย

               แลนด์บริดจ์คือไพ่ยุทธศาสตร์ (Strategic Card) ที่จะยกระดับประเทศไทยให้พ้นจากข้อจำกัดเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางพลังงาน (SPR) และปิโตรเคมีขั้นสูง, ฐานการผลิตอาหารฮาลาลเพื่อป้อนตลาดโลก, ฮับการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์และเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์, ไปจนถึงการเป็นศูนย์กลางข้อมูลดิจิทัลข้ามทวีป (Digital Bridge) ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมดนี้ จะถูกขับเคลื่อนภายใต้สถาปัตยกรรมทางความมั่นคงที่เข้มแข็ง โดยมีขีดความสามารถทางยุทธนาวีจาก ฐานทัพเรือพังงา บนฝั่งอันดามัน และ ฐานทัพเรือสงขลา บนฝั่งอ่าวไทย เป็นหลักประกันความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก

               เมื่อระบบนิเวศของแลนด์บริดจ์ถูกพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ประเทศไทยจะก้าวข้ามจากการเป็นเพียง “ประเทศทางผ่าน” ไปสู่การเป็น “จุดสับรางยุทธศาสตร์” (Strategic Pivot) ที่เชื่อมโยงอ่าวไทยเข้ากับทะเลอันดามัน สอดประสานพื้นที่ EEC เข้ากับ SEC และผสานยุทธศาสตร์ BRI ของจีน เข้ากับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของชาติตะวันตกและอินเดียได้อย่างสมดุล นี่คือโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้าง New S-Curve ที่ทรงพลังที่สุด หากเรามองทะลุกรอบข้อจำกัดระดับจุลภาค และยึดวิสัยทัศน์ระดับมหภาคเป็นที่ตั้ง แลนด์บริดจ์จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยผงาดขึ้นเป็น “ขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์” ที่ประชาคมโลกต้องหันมาพึ่งพาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา

*************************************************************************************************

เรื่องน่าอ่าน