
ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ที่หลายฝ่ายยังคงตั้งคำถามถึงต้นทุนการขนถ่ายสินค้าซ้ำซ้อน (Double Handling) และความกังวลที่ว่าอาจไม่มีปริมาณเรือเข้ามาใช้บริการมากพอ หากเราประเมินโครงการนี้ผ่านเลนส์ของ “บัญชีโลจิสติกส์ทางตรง” เพียงมิติเดียว โครงการนี้ย่อมดูเป็นความท้าทายที่ยากจะทำกำไร
ทว่าในสภาวะที่โครงสร้างอำนาจโลกกำลังถูกเขย่า การประเมินมูลค่าของแลนด์บริดจ์จำเป็นต้องยกระดับขึ้นสู่มิติทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และความมั่นคงแห่งชาติ นี่ไม่ใช่เพียงการสร้างท่าเรือและเทคอนกรีตทำถนน แต่คือการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันใหม่ (New S-Curve) และยึดกุม “คอคอดยุทธศาสตร์” ที่จะเปลี่ยนตำแหน่งของประเทศไทยบนเวทีโลกไปตลอดกาล
【ระเบียบโลกใหม่ และความเปราะบางของจุดคอขวดเดิม】 เส้นทางเดินเรือหลักของโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก ไม่เพียงแต่กำลังเข้าสู่ภาวะแออัด แต่ยังเปราะบางต่อวิกฤตการณ์อย่างยิ่งยวด เมื่อความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ ไต้หวัน หรือการปะทะกันในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “เส้นทางเดินเรือ” จึงถูกแปรสภาพเป็นเครื่องมือต่อรองและอาวุธทางยุทธศาสตร์
ในขณะเดียวกัน โครงการยุทธศาสตร์แถบและเส้นทาง (BRI 2.0) ของจีน ที่เคยมองพม่าเป็นประตูหลักสู่มหาสมุทรอินเดีย กำลังเผชิญกับภาวะชะงักงัน สภาวะรัฐที่อ่อนแรงและสงครามภายในทำให้ “เส้นทางเศรษฐกิจ” กลายเป็น “เส้นทางเสี่ยง” การกระจายความเสี่ยง (Risk Diversification) จึงเป็นไฟต์บังคับ และการหันมาพึ่งพาเสถียรภาพของประเทศไทย ในฐานะทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า คุมง่ายกว่า และเชื่อมต่อได้เสถียรกว่า จึงเป็นทิศทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
การประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ เพียงแค่ในมิติของการประหยัดเวลาการเดินเรือ หรือการลดต้นทุนโลจิสติกส์รายตู้ อาจเป็นการมองภาพที่แคบจนเกินไป เพราะหัวใจสำคัญของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ที่การเป็น “สะพานเชื่อมสองทะเล” เท่านั้น แต่คือการสร้าง “ขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงพื้นที่” ที่จะเปลี่ยนภาคใต้ของไทยให้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ (New S-Curve) ที่ทรงพลังและสอดรับกับพลวัตภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อให้มองเห็นภาพใหญ่ที่มากกว่าแค่ทางผ่านสินค้า บทความนี้ขอนำเสนอศักยภาพในมิติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นบนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ดังนี้
1. ศูนย์กลางความมั่นคงทางพลังงานและปิโตรเคมีครบวงจร แลนด์บริดจ์จะทำหน้าที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสร้าง Strategic Petroleum Reserve (SPR) หรือคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการขนส่งผ่านจุดเปราะบางในต่างแดน ขณะเดียวกัน พื้นที่นี้จะถูกยกระดับให้เป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ (Upstream to Downstream) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรพลังงาน เปลี่ยนจากเพียงแค่การรับน้ำมันผ่านท่อ เป็นการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ และวัสดุขั้นสูง ส่งออกไปยังตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ฮับการผลิตอาหารฮาลาล (Global Halal Hub) ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กับกลุ่มประเทศมุสลิมขนาดใหญ่ ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสามารถเชื่อมโยงโดยตรงสู่ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ไทยสามารถใช้แลนด์บริดจ์เป็นฐานการผลิต แปรรูป และโลจิสติกส์สินค้าอาหารฮาลาลมาตรฐานโลก การเชื่อมต่อที่รวดเร็วระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทยจะช่วยลดระยะเวลาและคงคุณภาพสินค้าเกษตรแปรรูป ให้ไทยก้าวสู่การเป็น “ครัวฮาลาลของโลก” อย่างแท้จริง
3. ยกระดับสู่การเป็น “จุดหมายปลายทางระดับไฮเอนด์” แลนด์บริดจ์ถูกออกแบบมาให้เป็นมากกว่าท่าเรือสินค้า แต่ยังรวมถึงการเป็น ท่าเทียบเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางน้ำที่กำลังเติบโต ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากทั่วมุมโลก
นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการ Entertainment Complex ครบวงจร ที่ประกอบด้วยโรงแรมหรู ศูนย์การประชุมระดับโลก ศูนย์การค้าแบรนด์เนม และสถานบันเทิงล้ำสมัย จะเปลี่ยนภาคใต้ของไทยให้กลายเป็น “จุดปักหมุดใหม่” ของการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
4. ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการรักษาสมดุลภูมิรัฐศาสตร์ ในมิติความมั่นคง แลนด์บริดจ์จะเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ส่งเสริมบทบาทของกองทัพเรือในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทั้งในฝั่งอันดามันที่ได้รับแรงสนับสนุนจาก ฐานทัพเรือพังงา และฝั่งอ่าวไทยผ่าน ฐานทัพเรือสงขลา การมีโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่าไทยมีขีดความสามารถในการคุ้มครองเส้นทางเศรษฐกิจนี้ให้ปลอดภัยและโปร่งใส ในเชิงนโยบายต่างประเทศ โครงการนี้คือพื้นที่ “Win-Win” ที่เชื่อมต่อโครงการ EEC ของไทย เข้ากับยุทธศาสตร์ BRI ของจีน และสอดรับกับนโยบาย Look East ของอินเดีย ทำให้ไทยไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นพื้นที่กลางที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมและลงทุนร่วมกัน
5. AI & Digital Hub: โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต (AI Proposal) นอกจากถนนและราง เราควรวางแลนด์บริดจ์ให้เป็น Digital Bridge ด้วยการวางโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำ (Submarine Cable) และศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาค (Regional Data Center) เพื่อเชื่อมต่อการสื่อสารและข้อมูลระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ซึ่งจะดึงดูดกลุ่มธุรกิจ Tech Giants และ Start-up เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
#บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์: ทะยานสู่ “ขั้วอำนาจเศรษฐกิจใหม่” แห่งอินโด-แปซิฟิก
การประเมินโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยมาตรวัดแบบเดิม ที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลขกำไร-ขาดทุนจากค่าผ่านทาง หรือข้อกังวลเรื่องต้นทุนการขนถ่ายตู้สินค้าซ้ำซ้อน (Double Handling) ถือเป็นการติดกับดักทางความคิดที่บดบัง “ภาพใหญ่” ของผลประโยชน์แห่งชาติในระยะยาว เพราะแท้จริงแล้ว โครงการนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเพียงทางลัดในการเดินเรือ แต่คือการสถาปนา “ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)” ให้เป็นกลไกหลักในการพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย
แลนด์บริดจ์คือไพ่ยุทธศาสตร์ (Strategic Card) ที่จะยกระดับประเทศไทยให้พ้นจากข้อจำกัดเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางพลังงาน (SPR) และปิโตรเคมีขั้นสูง, ฐานการผลิตอาหารฮาลาลเพื่อป้อนตลาดโลก, ฮับการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์และเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์, ไปจนถึงการเป็นศูนย์กลางข้อมูลดิจิทัลข้ามทวีป (Digital Bridge) ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งหมดนี้ จะถูกขับเคลื่อนภายใต้สถาปัตยกรรมทางความมั่นคงที่เข้มแข็ง โดยมีขีดความสามารถทางยุทธนาวีจาก ฐานทัพเรือพังงา บนฝั่งอันดามัน และ ฐานทัพเรือสงขลา บนฝั่งอ่าวไทย เป็นหลักประกันความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก
เมื่อระบบนิเวศของแลนด์บริดจ์ถูกพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ประเทศไทยจะก้าวข้ามจากการเป็นเพียง “ประเทศทางผ่าน” ไปสู่การเป็น “จุดสับรางยุทธศาสตร์” (Strategic Pivot) ที่เชื่อมโยงอ่าวไทยเข้ากับทะเลอันดามัน สอดประสานพื้นที่ EEC เข้ากับ SEC และผสานยุทธศาสตร์ BRI ของจีน เข้ากับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของชาติตะวันตกและอินเดียได้อย่างสมดุล นี่คือโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้าง New S-Curve ที่ทรงพลังที่สุด หากเรามองทะลุกรอบข้อจำกัดระดับจุลภาค และยึดวิสัยทัศน์ระดับมหภาคเป็นที่ตั้ง แลนด์บริดจ์จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยผงาดขึ้นเป็น “ขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์” ที่ประชาคมโลกต้องหันมาพึ่งพาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา: น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์ ผู้ลงข่าวโดย พิสิษฐ์ จิตอาสา
*************************************************************************************************


เรื่องน่าอ่าน
“อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.“ลุยส่งออกโมเดลใหม่สร้างรายได้ประเทศผนึกพันธมิตรอีคอมเมิร์ซไทยทั่วโลก ประเดิมตลาดจีนตั้งเป้าส่งออกทุเรียน-สินค้าเกษตรไทย 2.5 หมื่นล้าน พร้อมหนุน เอสเอ็มอี.บุกตลาดโลก
ยุทธศาสตร์แลนด์บริดจ์: จาก “ทางเลือกการเดินเรือ” สู่ “มหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่” แห่งอินโด-แปซิฟิก /โดย ดร.Force
ยุทธศาสตร์ “พิกัดอำนาจ”: เมื่อระบบนำทางดาวเทียมคืออธิปไตยและความอยู่รอดของชาติ
รื้อพรมแดนหนี้สาธารณะ ทะลุเพดาน 75% “กระสุนนัดสุดท้าย” หรือ “ภาระ” ที่ลูกหลานต้องแบกรับ? / โดย: ดร.Force
เมื่อ “กุ้งมังกร” หลุดจากตู้… สัญญาณเตือนถึงคนไม่ปรับตัวในยุค AI /โดย: Dr.Force
ยุทธศาสตร์โลกในยุคเปลี่ยนผ่าน : พลวัตของหนี้ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ในการจัดระเบียบโลกใหม่ /โดย Dr.Force
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ จัดทำร่างแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571-2575) เพื่อคุ้มครองประชาชนและชุมชนไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอันมาจากการประกอบธุรกิจ
วาทกรรม “เก็บค่าผ่านทางมะละกา” ไพ่ภูมิรัฐศาสตร์ที่ย้อนแย้ง และ จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ของ “แลนด์บริดจ์ไทย” /โดย น.อ.ดร.จิระวัฒน์ อภิภัทรชัยวงศ์